วันจันทร์, กุมภาพันธ์ 16, 2009

lovely

รักษาความรู้สึก ..รักษารักให้ยืนยาว(2)

หมอดูแม่นๆอาจทายถูกว่าคุณกับคนรักจะลงเอยดีหรือร้าย ก็เพราะกรรมเก่า
ของพวกคุณถูกฟ้องไว้หมดแล้วบนดวงดาว แต่หมอดูไม่มีทางบอกถูกว่าคุณ


จะเปลี่ยนร้ายให้กลายเป็นดีด้วยท่าไหน เพราะกรรมใหม่ของพวกคุณอยู่ที่
การตัดสินใจ ซึ่งยังไม่เคยเกิดขึ้นที่ไหนมาก่อนเลย


สาเหตุของการเลิกร้างกันจะว่าไปก็เป็นเรื่องตื้นๆแต่แก้ยากของมนุษย์
นั่นคือทำผิดแล้วไม่รับผิด อย่าว่าแต่จะพยายามแก้ไขจากผิดให้เป็นถูกเลย
อัตตาของคนเราจะบีบให้รู้สึกว่าตัวเองดีอยู่แล้ว ไม่ต้องเปลี่ยนแปลงอะไรอีกแล้ว
คนอื่นนั่นแหละต้องเปลี่ยนให้เหมือนกับที่เราคิด!


การฝึกนิสัยเปลี่ยนผิดให้เป็นถูกนั้น เริ่มง่ายๆจาก ‘ตัว’ ของคุณนี่แหละ
ถ้ารู้ว่าเหม็นก็หมั่นอาบน้ำให้บ่อยขึ้น ลงทุนซื้อยาสีฟันดีๆมาฆ่าแบคทีเรียในปาก
เพื่อยับยั้งกลิ่นซะ ผมเผ้าอย่าปล่อยรุงรังเป็นทาร์ซานเข้าเมือง ฯลฯ
นิสัยปล่อยตัวตามสบายนี่ถ้าอยู่คนเดียวในห้องเล็กๆตามลำพังก็เรื่องของคุณ
แต่เมื่ออยู่ร่วมบ้านกับคนอื่น มันคือการรบกวน มันคือความผิด มันคือ
ความไม่เห็นอกเห็นใจคนอื่น


มันคือความเห็นแก่ตัว!


กระโดดจากความผิดเล็กๆขึ้นไปหาความผิดใหญ่ๆกันเลย อย่างเช่นเรื่อง
ชู้สาวที่มักเป็นตัวการเรียกใบหย่าอันดับต้นๆนั้น ไม่ได้แค่ท้าทายความรู้สึกผิดชอบ
ชั่วดีอย่างเดียว แต่ยังเป็นบทพิสูจน์ด้วยว่าคุณมีความพยายามแก้ไขความผิดสักแค่ไหน
หากคุณหน้ามืดถลำเข้าห้องลับกับใครที่ไม่ใช่คู่ผัวตัวเมีย คุณได้ชื่อว่า
ผิดแล้วที่ ‘ตั้งใจ’ ละเมิดศีลข้อกาเมฯ แต่ยังแก้ไขได้ทัน ถ้ากลับลำเดินพรวดพราด
ออกจากห้องเสียก่อนจะมีการเข้าด้ายเข้าเข็ม


การแก้ไขข้อผิดพลาดของคุณ จะยังไม่ทำให้คุณทำผิดสำเร็จ แค่มัวหมอง
ไปบ้าง ศีลด่างพร้อยไปหน่อย แต่จุดใหญ่ใจความคือคุณพูดได้เต็มปากว่า
คุณยังไม่ได้ทำผิด คุณยังเป็นคนถูกอยู่


คุณยังไม่ทำศีลขาด!


แต่หากคุณหน้ามืดตามัวขนาดทุกกระบวนการดำเนินไปเองจนเสร็จสิ้น
ราวกับนักบินเข้าโหมดบินอัตโนมัติ ประทับตรา ‘ข้าคือชู้’ ไว้ในวิญญาณเรียบร้อย
แล้ว คุณก็ได้ชื่อว่าผิดศีลข้อกาเมฯ ทำศีลขาดทะลุอย่างสมบูรณ์
แต่คุณยังไม่ตาย ยังมีโอกาสกลับตัว ยังทันเปลี่ยนแปลงตนเองไม่ให้ตายเยี่ยงคนทุศีลได้!
การกลับตัวกลับใจไม่ได้เริ่มขึ้นบนเตียง แต่เริ่มขึ้นได้ที่นี่ เดี๋ยวนี้ ในใจคุณ!
แค่ตั้งใจเด็ดเดี่ยวว่าจะไม่เอาอีก เป็นตายอย่างไรไม่มีการทำอีก นั่นแหละ
ครับ รอดจากการเป็นคนทุศีลมาครึ่งหนึ่งแล้ว และเมื่อมีตัวยั่วมาล่อให้เข้าห้อง
แห่งความลับอันดำมืดอีกครั้ง หรือหลายๆครั้ง นั่นแหละคือโอกาสพิสูจน์ตัว
ว่าเลิกเป็นคนทุศีลเด็ดขาดแล้ว ขอเพียงคุณปฏิเสธ หรือปฏิญาณไว้ว่า
ยอมตายดีกว่าเสียสัตย์เสียศีล!


นะครับ! ถ้ามีมันจุกอก กดดันจนเลือดกำเดาออกตาย ก็ให้ตายไปเลย!
ตายเพื่อรักแท้หรือตายเพื่อรักษาศีล ก็ได้ชื่อว่าตายอย่างคนถูกคนดีทั้งสิ้น
นอกจากเรื่องชู้สาวที่ถือเป็นความผิดขั้นอาญาต่อรักแท้ ยังมีความผิด
อีกชนิดหนึ่ง ที่แม้ไม่ผิดขั้นอุกฉกรรจ์เยี่ยงการมีชู้ ก็ถือว่าฆ่ารักแท้ให้ตายแบบ
ผ่อนส่งได้


ความผิดชนิดนี้ เป็นผิดซ้อนผิด และจัดเป็นโรคชนิดหนึ่งของมนุษย์เรา
นั่นคือโรคยัดเยียดความผิดให้คนอื่น!


ความผิดหนึ่งๆนี่นะครับ ส่วนใหญ่แค่ยอมรับก็สิ้นเรื่องแล้ว ให้อภัยได้แล้ว
แต่เพราะคนเรามีโรคบ้าอัตตา มีทิฐิมานะอยากปกป้องตนเอง แทนที่ผิดแล้ว
จะยอมรับผิด ก็กลับไปยัดเยียดให้คนอื่นดูชั่ว แล้วตัวเองดูดีไปเสียหมด
คนเป็นโรคพรรค์นี้ถ้าเข้าขั้นเรื้อรัง ชนิดเอาตะปูตอกหน้าไม่เป็นรูแล้วล่ะก็
ไม่ทราบจะอภัยท่าไหนดีเลยครับ ในเมื่อเจ้าตัวยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตนผิด แล้วจะให้
ไปรับการอภัยจากใครได้


ขอให้ระลึกไว้ว่าเวลาเกิดกรณีใครผิดใครถูกขึ้นมา มีคุณคนเดียวที่รู้อยู่แก่ใจ
ว่าทำอะไรหรือไม่ทำอะไรลงไปบ้าง ตลอดจนตั้งใจหรือไม่ตั้งใจไว้แค่ไหน ฉะนั้น
มีแค่คุณเองที่พิพากษาได้เที่ยงธรรม คนอื่นได้แค่ปรักปรำตามที่เห็นหรือคาดเดาเอา
ถ้าคุณยืนยันจะไม่พิพากษาให้ตัวเองผิด ยืนกระต่ายขาเดียวจะยัดข้อหาให้
คนอื่น แม้รู้ทั้งรู้อยู่แก่ใจว่าตัวเองคือต้นเหตุ บ้านจะเริ่มเบี้ยวบิดผิดรูปไปทีละน้อย
จริงๆนะครับ พูดเหมือนหนังการ์ตูน แต่ลองสังเกตดูจะทราบว่าเป็นอย่างนั้นแหละ
หากคุณทำผิดแล้วไม่รับ ตัวเองทำบอกว่าคนอื่นทำ กล้าโกหก กล้ากลับดำให้เป็น
ขาว ข้าวของจะขวางหูขวางตาง่าย คนในบ้านจะเป็นเป้าให้เพ่งโทษง่าย ราวกับ
บ้านทั้งหลังไม่สมประกอบ ผิดสัดส่วน ผิดปกติไปหมด ไม่น่าพอใจไปหมด
โลกไม่ได้เบี้ยวบิด แต่จิตของคุณนั่นแหละบิดเบี้ยว!


นิสัยเอาดีเข้าตัว โยนชั่วให้คนอื่นนั้น เมื่อเป็นแล้วแก้ยากมาก นับวันจะทวีขึ้น
เรื่อยๆ มีวิธีเดียวคืออย่าเริ่มเป็นมันเลย อย่าให้มีก้าวแรกเป็นนับหนึ่งขึ้นมาได้ เพราะ
คุณอาจได้นับถึงสิบภายในเวลาอันสั้น และถึงตรงนั้นคุณจะลืมวิธีคิดอย่างมีเหตุผล
รูปความคิดจะวิกลวิการ ผิดจากเดิมจนไม่เหลือความน่ารักแล้ว
ทุกคนเริ่มจากความไม่รู้และการถูกกิเลสจูงจมูก ไม่มีใครเริ่มต้นชีวิตได้ด้วย
ความไม่ผิด ฉะนั้นให้มีความรักเป็นกำลังใจในการเปลี่ยนผิดเป็นถูกเสีย
แล้วคุณจะได้จำว่าความรักทำให้คุณเป็นคนดีขึ้น


ความรักเปลี่ยนแปลงชีวิตคุณได้!
ถึงเวลานั้นจะได้รู้ไงครับว่าความรักมีค่าขนาดไหน
สรุปคือปากที่แก้ตัวเก่ง อาจพาคุณรอดตัวครั้งแล้วครั้งเล่า แต่มือเท้าที่
ไม่ชอบแก้ไข จะพาชีวิตคู่ของคุณไปสู่หายนะอยู่ดี คนเราจะอยู่กันให้ยืดได้
ไม่ใช่ด้วยการพยายามทำทุกอย่างให้ถูกหมด ต้องได้รับคำชมไปหมด แต่เป็น
การรู้ตัวว่าผิดแล้วเร่งคิดแก้ไข ได้รับเสียงติแล้วย้อนดูตัวโดยพลัน!

รักมีคำเดียว แต่ความหมายของรักนั้น
มีได้มากเท่าวิธีเห็นแก่ตัวของแต่ละคน!

ความเห็นแก่ตัวและความเสียสละนั้น เมื่อสั่งสมสิ่งใดให้มากแล้ว จะฉายออก
มาทางตาได้นะครับ คิดดูว่าจริงไหม อำนาจนัยน์ตาของคนที่รักคุณจริง
อาจทำให้คุณสงบลงได้ทั้งที่กำลังวุ่นวายสิ้นดี แต่อำนาจนัยน์ตาของคนที่
เอาแต่เรียกร้องให้คุณรัก อาจทำให้คุณวุ่นวายสิ้นดีทั้งที่กำลังสงบอยู่แท้ๆ
ตั้งคำถามขั้นพื้นฐานง่ายๆดู ระหว่างความเห็นแก่ตัวกับความเสียสละ
อันไหนทำหน้าที่รักษาความรู้สึกได้ดีกว่ากัน?


ตอบน่ะตอบได้ แต่จะมีสักกี่คนที่เอา ‘คำตอบที่ถูกต้อง’ ไปใช้ประคบประหงม
รักแท้


มาดูนิยามความรักกันดีกว่า นิยามใดทำให้คุณรู้สึกว่าตรงกับตัว ก็โปรด
พิจารณาเถิดว่าควรรักษาไว้หรือได้เวลาเปลี่ยนแปลงนิยามเสียที
ต่อไปนี้คือความหมายของรักที่เต็มไปด้วยความเห็นแก่ตัว
ถ้าต่างฝ่ายต่างจ้องจะเอาเปรียบด้วยกันทั้งคู่ คู่รักนั้นย่อมกล่าวว่าความรักคือ
‘ผลประโยชน์’


ถ้ามีฝ่ายหนึ่งจ้องจะเอาเปรียบ แต่อีกฝ่ายพร้อมจะให้เปล่า คู่รักนั้นย่อมกล่าว
ว่าความรักคือ ‘ความไม่เสมอภาค’
ถ้าทั้งสองฝ่ายผลัดกันเอาเปรียบและผลัดกันให้เปล่า คู่รักนั้นย่อมกล่าวว่า
ความรักคือ ‘การใช้หนี้’


แล้วความหมายของรักที่เจืออยู่ด้วยความเสียสละคืออะไร?
ถ้าต่างฝ่ายต่างจ้องจะให้เปล่าด้วยกันทั้งคู่ คู่รักนั้นย่อมกล่าวว่าความรักคือ ‘ความเอื้ออาทร’
ต่างฝ่ายต่างเอื้ออาทรนั่นแหละ ความรู้สึกแบบรักแท้!


มนุษย์เราอยากมีคนรักไว้เป็นพวกเดียวกัน แต่ในความเป็นจริง คู่รักมัก
แบ่งข้างกันโดยไม่รู้ตัว และคนส่วนใหญ่ก็ไม่ทราบไปจนตาย ว่าสิ่งเดียวที่
จะทำลายการแบ่งข้างลงได้ ก็คือความพร้อมใจเสียสละ ไม่ใช่กะเกณฑ์
ให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีน้ำใจคิดให้อยู่ข้างเดียว


เรามีคนรักไว้รบกวนกันหรือเป็นกำลังหนุนแก่กันก็ได้ แน่นอนว่าถ้าคุณ
เลือกคนที่ใช่มาเป็นคู่ ก็ต้องดูดีแล้ว ว่ามีพื้นฐานของความพร้อมจะเสียสละ
เพื่อกันและกันไม่มากก็น้อย แต่ขอให้ทราบเถิดว่ายากที่จะมีความเท่าเทียม
ในการอยู่ร่วมกัน และเพียงอยู่ร่วมกันไม่นานนัก ความไม่เท่าเทียมก็มักเป็น
แรงกระตุ้นความเห็นแก่ตัวให้กำเริบได้โดยไม่มีใครทันสังเกต


เพื่อให้ความรักของคุณเป็นไปตามความหมายของการเอื้ออาทร คุณต้อง
ไม่ลืมกฎสำคัญ คือ เมื่อได้รับ อย่าลืมขอบคุณ เมื่อได้ให้ อย่าลืมอมยิ้ม
นอกจากนั้น พวกคุณต้องทำความเข้าใจเกี่ยวกับ ‘เวลาของครอบครัว’ ให้ดี
ครอบครัวเริ่มตั้งต้นขึ้นเมื่อชายหญิงมาอยู่ร่วมกัน ถ้ายังหาเวลาให้ครอบครัวได้
ไม่มากพอ ก็อย่าเพิ่งริมีครอบครัว เพราะครอบครัวต้องการเวลาจากสมาชิกทุกฝ่าย
เหมือนร่างกายต้องการลมหายใจ ขาดลมหายใจแล้วตายฉันใด ครอบครัวขาดเวลา
จากสมาชิกก็ต้องล่มสลายฉันนั้น


ถ้าชีวิตมาถึงความเป็นภาวะคู่จริง ชีวิตต้องให้ความรู้สึกที่แตกต่างจาก
ภาวะเดี่ยว ถ้าคุณยังรู้สึกเหมือนเป็นโสด ทำตัวตามสบาย ไม่ต้องแคร์ใคร
เวลาทั้งหมดอุทิศให้แก่ตัวเองแต่เพียงผู้เดียว ก็แปลว่าคุณยังมาไม่ถึงภาวะคู่
แถมใบสมรสของคุณยังอาจกำลังทำให้ใครบางคนเศร้า เหงา และทนทุกข์
อย่างมากมายเสียด้วย


การพูดแล้วไม่ทำตามที่พูด สัญญาไม่เป็นสัญญา นัดไม่เป็นนัด ถ้าหาก
ไม่มีเหตุผลภายนอกบีบ ก็เหลือเหตุผลภายในอันเดียว คือคุณเห็นแก่ตัวมาก!
ในทางกลับกัน เวลาของครอบครัวไม่ใช่ ‘เวลาทั้งหมด’ ที่คนในครอบครัว
จะถือสิทธิ์เอาแค่ไหนก็ได้ ต่างคนต่างต้องทำหน้าที่สร้างบ้านและรักษาบ้าน
ขณะเดียวกันต่างคนต่างก็ต้องการเวลาส่วนตัว เพื่อพักวางภาระจากภาวะคู่
บ้าง ได้สูดกลิ่นอิสรภาพคล้ายในภาวะเดี่ยวบ้าง


การได้เวลาในชีวิตของเขาหรือเธอไว้ทั้งหมด ไม่ได้ทำให้คุณมีคนรักหรอก
นะครับ แต่เป็นนักโทษต่างหาก!


ถ้าเป็นเช่นนั้น ก็เท่ากับว่าความรักช่วยให้คุณได้นักโทษมาคนหนึ่ง และ
ต้องทำให้คุณเป็นทุกข์กับฐานะผู้คุมนักโทษ ที่ระแวงอยู่ตลอดเวลาว่าวันหนึ่ง
นักโทษจะทนไม่ได้ และหาทางแหกคุกหนีไป


เคยสัมผัสใช่ไหม ตอนที่ใครได้ทำอย่างใจตัวเอง มีเวลาเป็นอิสระบ้าง
เขาเต็มไปด้วยความสุข ความยินดี และหายใจหายคอได้ด้วยความแน่ใจว่า
ตนไม่ใช่นักโทษ


ถ้าดีใจเวลาเห็นใครเป็นสุข คุณอาจไม่จำเป็นต้องรักเขาเสมอไป


แต่ถ้าอ้างว่าคุณรักใครแล้วไม่ยินดีกับความสุขของเขา แปลว่าคุณเห็นแก่ตัวและดีแต่พูดเท่านั้น
จำไว้ว่าการอยู่ใกล้นานเกินไป จะพลิกผันเป็นแรงผลักให้คนรักอยากออกห่าง
มากขึ้นทุกที ความหึงหวงและการบังคับหน่วงเหนี่ยวกักกัน อาจทำให้คุณพอใจ
ที่ได้เห็นกับตาว่าได้คนรักไว้ใกล้ตัวเกือบตลอด แต่คุณจะรู้ได้ด้วยใจ ว่าใจของเขา
หรือเธอไม่อยากอยู่ตรงนั้น หรือกระทั่งหนีหายไปที่อื่นนานแล้ว
รักแท้ไม่ใช่การอยู่ใกล้กันตลอดเวลา แต่คือการยอมรับกฎธรรมชาติระหว่าง
ชายหญิงที่มีทั้งแรงดูดและแรงผลัก


ห่างกันบ้างเพื่อให้คิดถึง และเติมแรงดึงดูดเข้ามาหากันใหม่ ดีกว่าเอาแต่
อยู่ใกล้แล้วสะสมแรงผลัก หรือเก็บกดกระทั่งระเบิดแตกกระจายออกจากกันเป็น
เสี่ยงๆอย่างถาวร


ใกล้ชิดกันบ้างเพื่อให้อบอุ่นกายอบอุ่นใจ และสร้างแรงผลักให้ออกไป
หาอิสระบ้าง ดีกว่าเอาแต่อยู่ห่างแล้วสะสมความโหยหา จนแปรเป็นการไปหา
คนอื่นแทนอย่างไม่มีวันได้กลับมาใกล้กันอีกเลย


รูปแบบความรักในชีวิตหลังแต่งงานนั้น จะไม่เป็นไปตามข้อตกลงหรือ
คำมั่นสัญญาใดๆก่อนแต่งงาน มนุษย์มีคำพูดในวันก่อนเอาไว้ลืม แต่มี
ความเห็นแก่ตัวเฉพาะหน้าไว้จำ ถ้าอยากรักษาความรู้สึกดีๆก่อนแต่งงานไว้
พวกคุณต้องให้ความร่วมมือด้วยกันทั้งสองฝ่าย ทำเหตุของผลที่อยากได้
อย่าอยากได้ในสิ่งที่เคยสัญญากันด้วยปากแบบลมๆแล้งๆ


ถามตัวเองสั้นๆนะครับ ระหว่างยอมเหนื่อยกับยอมเสียความรัก คุณเลือก
อันไหน คำตอบจะเป็นตัวชี้ชะตาความรักของพวกคุณ!


สรุปคือรักที่ตายได้คือรักแต่จะเอา ส่วนรักอมตะคือรักการสละความเห็นแก่ตัว
คุณคาดหวังได้ว่าจะอยู่กินกับคนรักเพียงสองคน แต่อย่าคาดหวังว่าจะไม่ต้อง
ข้องเกี่ยวใดๆเลยกับญาติพี่น้องของคนรัก


ทุกคนมีฐานของความรู้สึกในชีวิต ซึ่งดั้งเดิมจะอยู่กับผู้ให้กำเนิด ญาติผู้ใหญ่ ญาติพี่น้อง
ตลอดจนวงศ์วานว่านเครือ ความเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขเดียวกันทำให้
มนุษย์รู้สึกว่าตนมีที่มาที่ไป แน่ใจว่าไม่ได้ถูกคนแปลกหน้าเก็บมาเลี้ยง ตนเอง
ยังมีหน้ามีตาคล้ายคลึงกับใครอยู่ มีความผูกโยงทางกายใจกับใครอยู่

ความรักเป็นเรื่องของคนสองคน
แต่ก็เป็นธุระของญาติหลายๆคนด้วย

เมื่อจะมีคู่ชีวิต ฐานของความรู้สึกในชีวิตอาจแตกต่างไปบ้าง คล้าย
ขาข้างหนึ่งก้าวออกมาเหยียบยืนอยู่บนฐานใหม่ที่สร้างเอง แต่ขาอีกข้างของ
คนส่วนใหญ่ ยังคงต้องปักหลักอยู่บนฐานเดิมที่พ่อแม่ให้มาอยู่ดี จะเต็มเท้า
หรือแค่แตะไว้หน่อยเดียวก็ตาม


คนส่วนใหญ่เข้าใจว่าแค่แคร์ความรู้สึกของคนรักก็น่าจะพอแล้ว คนอื่นแม้
ไม่เอาใจใส่ให้มากก็ไม่น่าจะถือว่าบกพร่อง แต่ขอให้ลองเอาใจเขามาใส่ใจเรา
ถ้าพ่อแม่พี่น้องมาฟ้องว่าคนรักของคุณดูถูกพวกเขา ไม่ให้เกียรติพวกเขา คุณ
จะรู้สึกอย่างไร?


รักแท้ไม่ได้อยู่ข้างการกระทำลวกๆที่ขาดพิธีรีตอง รักแท้เป็นอะไรที่ต้อง
มีฐาน มีราก ไม่น้อยหน้าน้อยตา ไม่หลบๆซ่อนๆ จึงจะตั้งอยู่ได้อย่างมั่นคง ถ้า
คุณยังเห็นพิธีหมั้นและพิธีแต่งเป็นส่วนเกินของชีวิต ทำให้ชีวิตไม่ปราดเปรียว
ตามสมัยนิยม ก็ขอให้มองย้อนกลับมาที่ใจตัวเอง เอาใจของคุณเองเป็นที่ตั้งว่า
การอยู่ด้วยกันเฉยๆ เข้าฝ่ายไหนระหว่างความรู้สึกผิดกับความรู้สึกถูกต้อง
การทำความรู้จักกับญาติของคนรัก เท่ากับการยอมรับรากของความเป็น
คนรัก การแสดงความรังเกียจญาติของคนรัก ก็คือรังเกียจรากแห่งตัวตน
ของคนรักนั่นเอง มันอาจเจ็บได้เท่ากับหรือยิ่งกว่าแสดงความรังเกียจ
ตัวคนรักเองก็ได้


นอกจากญาติก็ยังมีเพื่อนและผู้คนในสังคมของคนรักรวมทั้งของคุณเอง
ทุกคนเป็นส่วนประกอบใหญ่บ้างเล็กบ้าง ขอให้จำไว้ว่าถ้าคนรักแคร์ใคร คุณ
ก็จงแคร์คนนั้นด้วย ไม่ว่าใจส่วนลึกจะชอบหรือชัง อย่างน้อยคุณต้องระลึก
ให้ดีว่าคนๆนั้นสำคัญกับความรู้สึกของคนรัก คุณปฏิบัติต่อคนๆนั้นอย่างไร
ก็เหมือนกระทำกับความรู้สึกของคนรักอย่างนั้น


การพูดถึงคนรักให้เพื่อนๆหรือญาติๆของคุณฟัง เป็นสิ่งควรระมัดระวัง
อย่าเอามันปากเข้าว่า เพราะสังคมมนุษย์เป็นสังคมกระจายข่าว พูดกระซิบข้างหู
บางคน ไม่ได้แตกต่างอะไรกับพูดใส่โทรโข่งให้คนฟังกันเป็นพัน ขอให้ถามตัวเอง
ว่าแต่ละคำที่คุณคุยให้คนอื่นฟัง ถ้าคนรักได้ยินกับหูจะเกิดอะไรขึ้น ไม่ว่า
จะพูดกับคนที่คุณรู้สึกไว้ใจขนาดไหน ขอให้นึกถึงความเป็นไปได้ว่านั่น
จะไปถึงหูคนรักได้เสมอ


แค่อย่านำไฟในออก อย่านำไฟนอกเข้ายังไม่พอ เสียงชมต้องดังกว่าเสียงติ
ด้วยนะครับ ติอย่างมีเหตุผลในห้องนอน แล้วชมอย่างสบายอารมณ์ในห้องรวมญาติ
แล้วคุณจะรักษาความรู้สึกดีๆที่มีต่อกันไว้ได้เสมอไป
สรุปคือเวลาคุยกับญาติของคนรัก ให้นึกถึงหน้าของคนรัก แล้วคุณ
จะไม่เผลอนึกว่ากำลังคุยกับคนแปลกหน้า


อย่างที่กล่าวแล้วแต่ต้น ความรักคือกิเลสทางเพศ กิเลสทางเพศก็คือ
กามราคะ และสิ่งเร้ากามราคะได้แก่ความน่าพอใจทางรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส
ตลอดจนความตรึกนึกถึงเพศสัมพันธ์กับใครสักคนที่คุณปิ๊ง


หากปราศจากแรงดึงดูดทางกาย หรือหากคนเราปราศจากกามราคะ
เนื้อหนังมังสาของมนุษย์ก็คงถูกเห็นว่าสักแต่เป็นธาตุ ไม่ต่างจากก้อนดิน ผืนน้ำ ไอแดด
และสายลม ที่เอามาผสมรวมกันชั่วคราว หาความน่าสนใจมิได้
กามราคะทำให้ร่างกายของมนุษย์เป็นวัตถุกาม และมีกระบวนวิธีเสพกาม
แบบที่เราเรียกกันสั้นๆทุกวันนี้ว่า ‘มีเซ็กซ์กัน’ เซ็กซ์ในหมู่มนุษย์แตกต่างจาก
เซ็กซ์ในสัตว์อย่างเห็นได้ชัด คือมนุษย์มีอารมณ์หวานและพิธีการนำมาก่อน
ส่วนสัตว์นั้นเป็นไปตามฤดู ไม่ต้องมีอารมณ์หวาน ไม่ต้องมากเรื่องมากพิธี
คลำดูมีหางเป็นใช้ได้

แรงดึงดูดเริ่มที่กาย แต่สุดท้ายสายใยอยู่ที่จิต

ธรรมชาติของเซ็กซ์เป็นเรื่องลึกซึ้งเกินกว่าจะพูดง่ายๆว่ามีเซ็กซ์คือ
การมีความสุข เพราะเซ็กซ์เป็นได้ทั้งตัวการทำให้รักกันหวานชื่น เป็นได้ทั้ง
ตัวการทำให้เกลียดกันเข้าไส้ หรือเป็นได้กระทั่งวิธีทำร้าย วิธีลงโทษ และ
วิธีสั่งสอนกัน


มันตั้งต้นกันที่ใจ ใจจะนำไปสู่การปฏิบัติทางกาย ที่ให้ความรู้สึกว่าเซ็กซ์
เป็นแค่ของต่ำ หรือเป็นสัมผัสแห่งรักอันจัดจ้านถึงใจ เป็นต้มยำรสสะเด็ดสะเด่า
หรือเป็นเนื้อเน่าชวนคลื่นเหียน


ว่ากันโดยความรู้สึกเลยนะครับ…


เซ็กซ์ที่ปราศจากความรักรองรับ คือเซ็กซ์จากสัญชาตญาณดิบ ให้ความรู้สึก
ต่ำ


เซ็กซ์ที่ปราศจากพิธีการนำหน้า คือเซ็กซ์ที่ก่อให้เกิดความรู้สึกผิด
นั่นเพราะโดยจิตสำนึกแล้ว สิ่งมีชีวิตระดับมนุษย์จะมีเซ็กซ์เพื่อแสดงว่า
ยอมรับกันและกันเป็นคู่ครอง ยอมเปิดเปลือกออกหมดแล้ว พร้อมจะร่วมทุกข์
ร่วมสุขโดยปราศจากเครื่องห่อหุ้มปิดซ่อนแล้ว มีเพียงคู่ครองเท่านั้นที่มีสิทธิ์ได้เห็น
และสัมผัสเนื้อแท้ของกันและกัน


การเปิดเปลือกออกโล่งโจ้งเร็วเกินไป หรือขาดพิธีการที่ให้เกียรติกัน ย่อม
นำมาซึ่งความรู้สึกไม่มีค่า ไม่มีความหมาย ไม่ต้องใช้ความพยายาม ซึ่งหมายความ
ว่าเมื่อพบตำหนิเพียงน้อยในสิ่งไร้ค่านั้น ใจคุณย่อมพร้อมจะผละจากหรือทิ้งขว้าง
อย่างไม่แยแส


ผมไม่ได้พูดแบบคนหัวโบราณนะครับ นี่ว่ากันตามเนื้อผ้าจริงๆ ถ้าคุณทำงาน
หาเงินเลี้ยงตัวได้ เนื้อตัวของคุณก็เป็นสิทธิ์ของคุณ แต่ถ้าไวไฟไปหน่อย ยังไม่ทัน
รู้จักมักจี่ ยังไม่ทันมีกิจกรรมเกื้อกูลให้เห็นน้ำใจสักกี่มากน้อย แล้วแลกเนื้อแลกหนัง
ให้ชื่นชมกันในที่ลับ เซ็กซ์จะอยู่ในความทรงจำของคุณในฐานะเครื่องชี้ว่า
คุณไม่มีความห้ามใจ


ยิ่งถ้าคุณยังมีผู้ปกครอง ต้องใช้เงินพ่อแม่ซื้อข้าวน้ำมาเลี้ยงเนื้อเลี้ยงตัว
แต่เอาเนื้อตัวไปใช้ในแบบที่ไม่รู้ว่าเจ้าของยินยอมหรือเปล่า คุณย่อมได้ชื่อว่า
ละเมิดสิทธิ์ของผู้อื่น กิจกรรมที่ร่วมกันละเมิดสิทธิ์ผู้อื่น ถือเป็นการร่วมกันทำผิด
ย่อมไม่อาจนับเป็นการทำอะไรดีๆร่วมกันได้


อย่างที่เคยกล่าวไว้ก่อนแล้ว ว่าธาตุความเป็นชายและธาตุความเป็นหญิง
คือสิ่งดึงดูดให้เข้าหากัน แต่เมื่อใกล้ชิดกันแล้วก็จะผลักออกจากกัน แรงดึงดูด
ของเซ็กซ์นั้น แท้จริงแล้วไม่ได้อยู่ที่รูปพรรณสัณฐานของอวัยวะเพศ แต่
อยู่ที่ความลับของสิ่งที่คุณไม่เคยเห็น ตลอดจนรสสัมผัสที่คุณไม่เคยลอง
ถ้าเห็นจนคุ้น ลิ้มรสจนชิน คุณจะไม่อยากเสียเวลามองซ้ำอีกเลยด้วยซ้ำ
การทำเรื่องผิดศีลธรรมจึงเข้ากันได้ดียิ่งกับเซ็กซ์ เพราะเซ็กซ์มักเร่งเร้า
ให้คุณอยากลองของใหม่ เจอรสชาติแปลกใหม่ที่เต็มไปด้วยแรงดึงดูด
ยังไม่ถึงเวลาส่งแรงผลักเหมือนคู่ขาหน้าเดิม


หากเซ็กซ์เป็นเหตุให้ทิ้งคนเก่ามาหาคนใหม่ คุณจะได้เห็นกับตาว่าเซ็กซ์
ทำให้คนเรามีปากมีเสียงกันได้อย่างไร เซ็กซ์จะปรากฏคล้ายความฝันอันโสมม
ที่คุณไม่อยากยอมรับว่ามันเคยเกิดขึ้นมาก่อน
คราวนี้มาดูในทางตรงข้ามนะครับ…


เซ็กซ์ที่ตามหลังความรักมา คือเซ็กซ์จากสำนึกที่สุกงอม ให้ความรู้สึก
เป็นเจ้าของสมใจ


เซ็กซ์ที่มีพิธีเป็นหน้าเป็นตาให้สังคมยอมรับ คือเซ็กซ์ที่มาพร้อมกับ
ความรู้สึกถูกต้อง


นั่นเพราะโดยธรรมชาติแล้ว มนุษย์เราต้องการความชอบธรรม ไม่ต้อง
ทำอะไรหลบๆซ่อนๆเหมือนคนผิดอยู่ตลอดเวลา แล้วก็ปรารถนาความสง่างาม ไม่เป็นที่ติฉินนินทา
ความพร้อมจะรับผิดชอบชีวิตคู่ ทำให้คุณรู้สึกเกี่ยวกับเซ็กซ์ไปอีกแบบ คือ
เห็นเซ็กซ์เป็นเพียงองค์ประกอบส่วนหนึ่ง ซึ่งหมายความว่า ถ้าผิดหวังจากเซ็กซ์
ก็จะไม่อยากทิ้งขว้างกันทันที


เซ็กซ์ที่มีฐานรองรับแน่นหนา ให้ความรู้สึกอุ่นใจว่าถึงแม้ขาดเซ็กซ์ไป ก็ยัง
มีอะไรเหลืออยู่อีกมาก ภาวะคู่จะยังไม่ขาดสะบั้นไปตามเซ็กซ์
ถามตัวเองง่ายๆว่ากับคู่ของคุณ เมื่ออารมณ์เพศหายไป แล้วอะไรที่มาแทน?
หากนึกออกเป็นบัญชีหางว่าว นั่นแปลว่าเซ็กซ์ของคุณมีฐานรองรับแน่นหนา
เหลือเกิน แต่หากนึกไม่ออกสักข้อเดียว ก็ขอแสดงความเสียใจด้วย ที่คุณคิดว่าใช่
มันใช่แค่เรื่องเซ็กซ์ชั่วคราว นอกนั้นไม่มีอะไรเลยที่ใช่จริง!
สรุปคือถ้ามีแต่แรงดึงดูดทางกาย รับรองว่าพวกคุณอยู่กันเดี๋ยวเดียวจบ แต่ถ้า
มีสายใยทางใจมาร้อยรัดกันและกันไว้ ก็อยู่กันไปได้เรื่อยๆครับ เพราะสายใยทางใจ
ไม่ใช่สิ่งเหม็นเน่าเหมือนกายมนุษย์ แล้วก็ไม่แน่นเหนียวน่าอึดอัดระคายเคือง
เหมือนเชือกมนิลา คุณอาจเปรียบสายใยทางใจ เทียบได้กับผืนแพรในจินตนาการ
ที่ให้สัมผัสแสนละไม น่าติดใจกับการตกอยู่ในพันธนาการอย่างไร้วันจบวันสิ้น

ที่กล่าวมาข้างต้นทั้งหมด เป็นเพียงสายใยแห่งความผูกพันที่ประกันว่า
พวกคุณจะอยู่กันยืด ไม่ทิ้งขว้างกันง่ายๆ แต่ถ้าจะเอาแบบเข้ากันได้อย่างสนิท
อยู่ด้วยแล้วสบายใจไปจนชั่วชีวิต กับทั้งประกันว่าต้องได้พบกันอีกในชาติหน้า
อันนี้ก็ต้องศึกษาส่วนที่เหลือของบทครับ



ที่มา หนังสือ รักแท้มีจริง

ผุ้เขียน ดังตฤณ

0 ความคิดเห็น: