วันพฤหัสบดี, สิงหาคม 20, 2009
ทักทาย
กลับมาจากการปฏิบัติธรรม จากวัดอัมพวัน ได้หลายวันแล้วค่ะ จริง ๆ มีหลายเรื่องราวอยากจะเล่า แชร์ประสบการณ์ ให้อ่านสนุก ๆ กัน
แต่ด้วยเหตุผล หลาย ๆ อย่าง ทำให้ดิฉันเอง สรุปสั้น ๆ ง่าย ๆค่ะ ว่า ดวงไม่ดี หรือแย่มากๆ รีบปฏิบัติธรรมโดยเร็ว ดีที่สุด วิปัสสนากรรมฐาน เห็นผล ภายในเจ็ดวันค่ะ และ เรื่องการปฏิบัติธรรมจะรอตอนแก่ หรืออายุมาก ไม่ทันน่ะค่ะ อย่างน้อย ๆ สวดมนต์เป็นนิจ ก็ยังดีกว่าไม่ทำอะไรเลยนะคะ นอกจากจะโทษแต่โชคชะตาอยู่ร่ำไป ความจริงถ้าเราอยากเปลี่ยนโุชคชะตา ก็คือการปฏิบัติตัวของตัวเราเองนั่นล่ะค่ะ ทำดีเดี๋ยวอะไร ๆ ก็จะดีเอง และเป็นความจริงอย่างที่สุด ที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเรา
และใครบูชาด้วยของหอม หรือสิ่งของใด ๆ หาใช่เป็นการบูชาอย่างแท้จริงไม่ การบูชาพระพุทธองค์ที่แท้จริง คือการปฏิบัติบูชาค่ะ
ด้วยเหตุนี้ และ อีกหลายเหตุผลค่ะ ที่ต้องขออภัยช่วงนี้ กุลชญา งดดูดวงค่ะ ชั่วคราว ค่ะ เพราะหลวงพ่อจรัญท่านบอกว่า ให้ปฏิบัติ ๆ
การแก้กรรมไม่ได้บอกให้ว่าต้องแก้ไขแบบนั้นแบบนี้ แต่ ให้เน้น ปฏิบัติค่ะ ขอให้เริ่มปฏิบัติกันนะคะ ดิฉันเองก็จะพยายามให้มากกว่าเดิมด้วยเช่นกัน
แต่ด้วยเหตุผล หลาย ๆ อย่าง ทำให้ดิฉันเอง สรุปสั้น ๆ ง่าย ๆค่ะ ว่า ดวงไม่ดี หรือแย่มากๆ รีบปฏิบัติธรรมโดยเร็ว ดีที่สุด วิปัสสนากรรมฐาน เห็นผล ภายในเจ็ดวันค่ะ และ เรื่องการปฏิบัติธรรมจะรอตอนแก่ หรืออายุมาก ไม่ทันน่ะค่ะ อย่างน้อย ๆ สวดมนต์เป็นนิจ ก็ยังดีกว่าไม่ทำอะไรเลยนะคะ นอกจากจะโทษแต่โชคชะตาอยู่ร่ำไป ความจริงถ้าเราอยากเปลี่ยนโุชคชะตา ก็คือการปฏิบัติตัวของตัวเราเองนั่นล่ะค่ะ ทำดีเดี๋ยวอะไร ๆ ก็จะดีเอง และเป็นความจริงอย่างที่สุด ที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเรา
และใครบูชาด้วยของหอม หรือสิ่งของใด ๆ หาใช่เป็นการบูชาอย่างแท้จริงไม่ การบูชาพระพุทธองค์ที่แท้จริง คือการปฏิบัติบูชาค่ะ
ด้วยเหตุนี้ และ อีกหลายเหตุผลค่ะ ที่ต้องขออภัยช่วงนี้ กุลชญา งดดูดวงค่ะ ชั่วคราว ค่ะ เพราะหลวงพ่อจรัญท่านบอกว่า ให้ปฏิบัติ ๆ
การแก้กรรมไม่ได้บอกให้ว่าต้องแก้ไขแบบนั้นแบบนี้ แต่ ให้เน้น ปฏิบัติค่ะ ขอให้เริ่มปฏิบัติกันนะคะ ดิฉันเองก็จะพยายามให้มากกว่าเดิมด้วยเช่นกัน
วันพุธ, มิถุนายน 24, 2009
ทักทาย
หายไปนานเหมือนกัน ด้วยภาระที่ต้องรับผิดชอบ ดิฉันเองก็หาเวลาส่วนตัวให้พื้นที่lovepanpan ได้น้อยลง
แต่ก็รู้สึกสนุกและมีความสุขกับพื้นที่เล็ก ๆ ทุกครั้งค่ะ ที่เปิดอีเมล์มีข้อความให้ดูดวง ถามฟรีหนึ่งคำถามบ้าง
เขาว่ากันว่า คนเราควรมีความสุขกับสิ่งที่ทำ แน่นอนต้องใจรักด้วย พื้นที่เล็ก ๆ นี้ ก็เหมือนเป็นส่วนหนึ่งที่
ทำให้ดิฉันเอง มีอีกหน้าที่หนึ่งกับคำว่า หมอดู ( นะเนี๊ย ) ไ้ด้เรียนรู้และ หลาย ๆ อย่าง
ยังไง ก็ขอเป็นกำลังใจให้ทุก ๆ คนค่ะ ขอให้มีความสุขกับสิ่งที่ทำ และ อยู่กับปััจจุบันอย่างมีความสุขและเบิกบานค่ะ
ไม่ว่าดวงจะเป็นไปในทิศทางไหน ก็ยังย้ำคำพูดเดิม ๆ ดวงไม่ดี ทำใจให้ดี ทุกอย่างก็ดีเอง
แต่ก็รู้สึกสนุกและมีความสุขกับพื้นที่เล็ก ๆ ทุกครั้งค่ะ ที่เปิดอีเมล์มีข้อความให้ดูดวง ถามฟรีหนึ่งคำถามบ้าง
เขาว่ากันว่า คนเราควรมีความสุขกับสิ่งที่ทำ แน่นอนต้องใจรักด้วย พื้นที่เล็ก ๆ นี้ ก็เหมือนเป็นส่วนหนึ่งที่
ทำให้ดิฉันเอง มีอีกหน้าที่หนึ่งกับคำว่า หมอดู ( นะเนี๊ย ) ไ้ด้เรียนรู้และ หลาย ๆ อย่าง
ยังไง ก็ขอเป็นกำลังใจให้ทุก ๆ คนค่ะ ขอให้มีความสุขกับสิ่งที่ทำ และ อยู่กับปััจจุบันอย่างมีความสุขและเบิกบานค่ะ
ไม่ว่าดวงจะเป็นไปในทิศทางไหน ก็ยังย้ำคำพูดเดิม ๆ ดวงไม่ดี ทำใจให้ดี ทุกอย่างก็ดีเอง
วันเสาร์, พฤษภาคม 23, 2009
ทางแห่งบุญที่ถูกต้อง
ทางแห่งบุญที่ถูกต้อง
ทางแห่งบุญที่ถูกต้อง
รวบรวม-เรียบเรียงโดย พ.ต.อ.ประยูร ดิษฐานพงศ์
บาง คนเข้าใจว่าการทำบุญนั้น จะต้องมีเงินสำหรับการทำบุญเท่านั้นจึงจะเรียกว่าบุญ คนที่ไม่มีเงินหรือมีเงินน้อยก็หมดโอกาสที่จะทำบุญสร้างกุศลได้ หรือหมดโอกาสทำบุญอย่างคนอื่นที่มีเงิน ซึ่งการทำบุญโดยใช้เงินทำบุญนั้นเป็นหนึ่งในวิธีการทำบุญสิบอย่างเท่านั้น การทำบุญด้วยเงินเป็นการทำให้ผู้ทำรู้จักเสียสละทรัพย์ของตนเพื่อประโยชน์ แก่ผู้อื่น ละความตระหนี่ถี่เหนียว ละความเห็นแก่ตัว และละความโลภลงได้
บาง คนหลงภูมิใจเข้าใจว่า ทำบุญทำทานด้วยเงินที่ตนมีมากมายในชีวิตนี้ และได้ทุ่มเททำบุญทำทานด้วยเงินมากมายขนาดนี้ จึงถือว่าเป็นบุญที่มากมายมหาศาล หาใครจะมาทำบุญมากเท่าตนมิได้ โดยเฉพาะคนที่ไม่ค่อยมีเงินทำบุญจะมาแข่งวาสนาบารมีในเรื่องการทำบุญไม่ได้ แต่ตนไม่ได้สร้างบุญอย่างอื่นเลย เช่น รักษาศีล, ฟังธรรม, ทำสมาธิ เป็นต้น จึงเป็นความเข้าใจผิดสำหรับผู้ที่นิยมทำบุญสร้างกุศลด้วยการใช้เงิน และคิดว่าเงินนั้นซื้อบุญได้ เงินนั้นแลกเปลี่ยนเป็นบุญได้
นอกจากการทำบุญที่ต้องใช้เงินแล้ว ยังมีการทำบุญสร้างกุศลโดยไม่ต้องใช้เงินอีก ๙ วิธี คนจนคนมีเงินน้อยก็มีสิทธิ์มีโอกาสทำบุญทำกุศลมากมายหลายอย่างที่ไม่ต้องใช้เงินอย่างคนรวยเขาทำกัน บุญอีก ๙ อย่าง (คือบุญกริยาวัตถุ ๑๐ ข้อ ๒ ถึง ข้อ ๑๐) นั้นสูงมากกว่าบุญที่ทำทานด้วยเงินเพียงอย่างเดียว
บุญกริยาวัตถุ ๑๐
๑. ทานมัย คือ การทำบุญด้วยการให้ทาน
๒. ศีลมัย คือ การทำบุญด้วยการรักษาศีล สำรวมกาย วาจา ให้เรียบร้อย
๓. ภาวนามัย คือ การทำบุญด้วยการอบรมจิตใจ เช่น สวดมนต์ ทำสมาธิ
๔. อปจายนมัย คือ การอ่อนน้อมถ่อมตน เคารพอ่อนน้อมต่อผู้มีคุณธรรม ผู้มีพระคุณ เป็นต้น
๕. เวยยาวัจมัย คือ การช่วยเหลือผู้อื่นในงานที่ชอบ
๖. ปัตตานุโมทนามัย คือ การอนุโมทนาบุญที่ผู้อื่นทำไว้ดีแล้ว คือเห็นดีเห็นชอบด้วย
๗. ธัมมัสสวนมัย คือ การฟังธรรม การอ่านหนังสือธรรมะ
๘. ธัมมเทสนามัย คือ การแสดงธรรม
๙. ปัตติทานมัย คือ การแผ่ส่วนบุญกุศลให้แก่ผู้อื่น
๑๐. ทิฏฐุชุกรรม คือ การทำความเห็น ปรับความเห็นของตนให้ถูกต้องตามครรลองครองธรรม เช่นการโยนิโสมนสิการ การพิจารณาธรรม
ใน เรื่องของทาน ศีล ภาวนา ที่คนเราปฏิบัติกันอยู่นั้น ทานได้แก่การให้คือเครื่องละงับความโลภ รักษาศีลเป็นเครื่องระงับความโกรธ ภาวนาเป็นเครื่องระงับความหลง
การปฏิบัติเพียงให้ทาน รักษาศีล เพียง ๒ อย่างนี้เป็นบุญที่มีกำลังน้อย ให้สำเร็จเพียงมรรคผลเบื้องต่ำเท่านั้น คือ พระโสดาบัน พระสกทาคามี พระอนาคามี เท่านั้น ถ้าเจริญภาวนาไปด้วยก็จะมีกำลังมาก ให้สำเร็จถึงมรรคผลคือพระอรหันตผล แต่ถ้าทำทาน รักษาศีล ทำภาวนา ทำด้วยตัณหาก็เป็นบุญที่มีกำลังน้อย ถ้าไม่ทำด้วยตัณหาก็มีกำลังมากให้สำเร็จมรรคผลได้
ตัณหามี ๓ อย่างด้วยกัน คือ กามตัณหา ภวตัณหา และวิภวตัณหา
ยกตัวอย่างการทำบุญที่แฝงไว้ด้วยตัณหาทั้งสามอย่าง
กามตัณหา ได้แก่ ความอยาก อยากได้นั่นอยากได้นี่ เช่นทำบุญอยากได้วิมานสวยในสวรรค์ ทำบุญขอให้เกิดชาติใหม่เป็นคนรวย, เป็นคนหล่อ คนสวย เป็นต้น
ภวตัณหา ได้แก่ ความอยากเป็นนั่นเป็นนี่ เช่น ทำบุญหวังไว้ว่าถ้าตายไปจะได้เกิดเป็นเทวดา หรือนั่งสมาธิแล้วหวังไว้ว่าถ้าตายไปจะได้เกิดเป็นพรหม เป็นใหญ่บนสวรรค์ เป็นต้น
วิภวตัณหา ได้แก่ ความอยากเหมือนกัน เป็นความอยากที่ไม่อยากเป็นนั่นไม่อยากเป็นนี่ เช่น ทำบุญไว้เพื่อชาติใหม่ไม่อยากเกิดมาจน เป็นต้น
บุคคล ที่ทำทาน รักษาศีล ภาวนา ที่มีความปรารถนาในตัณหาอย่างใดอย่างหนึ่ง คือทำบุญโดยหวังผลตอบแทนไม่ใช่สิ่งที่ผิดแต่อย่างใด แต่กุศลนั้นมีน้อยเรียกว่า วัฏฏคามี เป็นการทำบุญที่ทำให้ต้องกลับมาเวียนว่ายตายเกิดอีก ไม่พ้นจากทุกข์ไปได้ ส่วนบุคคลที่ทำทาน รักษาศีล ภาวนา โดยไม่มีตัณหามาเจือปน ไม่หวังผลตอบแทนใดๆ เรียกว่า วิวัฏฏคามี เป็นกุศลที่ทำแล้วพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิด ไม่ต้องมาเกิด แก่ เจ็บ ตายอีก
ถามว่า : ทำบุญแล้วไม่อาศัยตัณหาหรือผลตอบแทนแล้วอาศัยอะไร ?
ตอบว่า : ให้ อาศัยปัญญาพิจารณาถึงกองทุกข์ คือ ชาติความเกิดมาเป็นขันธ์ ๕ หรือรูปกับนาม ที่มีความแก่ชรา เจ็บไข้ได้ป่วย มีความแตกดับทำลายไป มีความโศกเศร้าเสียใจด้วยความพลัดพรากจากสังขาร และสิ่งที่เป็นที่รักที่ชอบใจ ความทุกข์ทั้งหลายจะเกิดจะมีต้องอาศัยตัณหา ความดิ้นรนอยากเกิดอยากมีต่อไปในภพหน้า
ตัณหาทั้งหลายพาสัตว์เกิด แก่ เจ็บ ตาย อยู่ในภพทั้ง ๓ คือ กามภพ รูปภพ และอรูปภพ ต่อไปอีก ไม่ให้สัตว์ทั้งหลายถึงซึ่งนิพพานออกจากภพชาติได้ ต้องเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในวัฏสงสาร ให้เกิด แก่ เจ็บ ตาย อยู่ต่อไปด้วยตัณหานี้เอง
เมื่ออาศัยปัญญาพิจารณาเห็นโทษของตัณหา ที่พาเวียนวนตายเกิดนี้แล้ว ก็สิ้นความยินดีที่จะอาศัยตัณหาความอยากในกามคุณ คือ รูป รส กลิ่น เสียง เครื่องสัมผัส ให้เกิดความกำหนัดรักใคร่ในโลกีย์นี้อีก
ขอบคุณบทความจากธรรมจักรดอทเน็ต
ทางแห่งบุญที่ถูกต้อง
รวบรวม-เรียบเรียงโดย พ.ต.อ.ประยูร ดิษฐานพงศ์
บาง คนเข้าใจว่าการทำบุญนั้น จะต้องมีเงินสำหรับการทำบุญเท่านั้นจึงจะเรียกว่าบุญ คนที่ไม่มีเงินหรือมีเงินน้อยก็หมดโอกาสที่จะทำบุญสร้างกุศลได้ หรือหมดโอกาสทำบุญอย่างคนอื่นที่มีเงิน ซึ่งการทำบุญโดยใช้เงินทำบุญนั้นเป็นหนึ่งในวิธีการทำบุญสิบอย่างเท่านั้น การทำบุญด้วยเงินเป็นการทำให้ผู้ทำรู้จักเสียสละทรัพย์ของตนเพื่อประโยชน์ แก่ผู้อื่น ละความตระหนี่ถี่เหนียว ละความเห็นแก่ตัว และละความโลภลงได้
บาง คนหลงภูมิใจเข้าใจว่า ทำบุญทำทานด้วยเงินที่ตนมีมากมายในชีวิตนี้ และได้ทุ่มเททำบุญทำทานด้วยเงินมากมายขนาดนี้ จึงถือว่าเป็นบุญที่มากมายมหาศาล หาใครจะมาทำบุญมากเท่าตนมิได้ โดยเฉพาะคนที่ไม่ค่อยมีเงินทำบุญจะมาแข่งวาสนาบารมีในเรื่องการทำบุญไม่ได้ แต่ตนไม่ได้สร้างบุญอย่างอื่นเลย เช่น รักษาศีล, ฟังธรรม, ทำสมาธิ เป็นต้น จึงเป็นความเข้าใจผิดสำหรับผู้ที่นิยมทำบุญสร้างกุศลด้วยการใช้เงิน และคิดว่าเงินนั้นซื้อบุญได้ เงินนั้นแลกเปลี่ยนเป็นบุญได้
นอกจากการทำบุญที่ต้องใช้เงินแล้ว ยังมีการทำบุญสร้างกุศลโดยไม่ต้องใช้เงินอีก ๙ วิธี คนจนคนมีเงินน้อยก็มีสิทธิ์มีโอกาสทำบุญทำกุศลมากมายหลายอย่างที่ไม่ต้องใช้เงินอย่างคนรวยเขาทำกัน บุญอีก ๙ อย่าง (คือบุญกริยาวัตถุ ๑๐ ข้อ ๒ ถึง ข้อ ๑๐) นั้นสูงมากกว่าบุญที่ทำทานด้วยเงินเพียงอย่างเดียว
บุญกริยาวัตถุ ๑๐
๑. ทานมัย คือ การทำบุญด้วยการให้ทาน
๒. ศีลมัย คือ การทำบุญด้วยการรักษาศีล สำรวมกาย วาจา ให้เรียบร้อย
๓. ภาวนามัย คือ การทำบุญด้วยการอบรมจิตใจ เช่น สวดมนต์ ทำสมาธิ
๔. อปจายนมัย คือ การอ่อนน้อมถ่อมตน เคารพอ่อนน้อมต่อผู้มีคุณธรรม ผู้มีพระคุณ เป็นต้น
๕. เวยยาวัจมัย คือ การช่วยเหลือผู้อื่นในงานที่ชอบ
๖. ปัตตานุโมทนามัย คือ การอนุโมทนาบุญที่ผู้อื่นทำไว้ดีแล้ว คือเห็นดีเห็นชอบด้วย
๗. ธัมมัสสวนมัย คือ การฟังธรรม การอ่านหนังสือธรรมะ
๘. ธัมมเทสนามัย คือ การแสดงธรรม
๙. ปัตติทานมัย คือ การแผ่ส่วนบุญกุศลให้แก่ผู้อื่น
๑๐. ทิฏฐุชุกรรม คือ การทำความเห็น ปรับความเห็นของตนให้ถูกต้องตามครรลองครองธรรม เช่นการโยนิโสมนสิการ การพิจารณาธรรม
ใน เรื่องของทาน ศีล ภาวนา ที่คนเราปฏิบัติกันอยู่นั้น ทานได้แก่การให้คือเครื่องละงับความโลภ รักษาศีลเป็นเครื่องระงับความโกรธ ภาวนาเป็นเครื่องระงับความหลง
การปฏิบัติเพียงให้ทาน รักษาศีล เพียง ๒ อย่างนี้เป็นบุญที่มีกำลังน้อย ให้สำเร็จเพียงมรรคผลเบื้องต่ำเท่านั้น คือ พระโสดาบัน พระสกทาคามี พระอนาคามี เท่านั้น ถ้าเจริญภาวนาไปด้วยก็จะมีกำลังมาก ให้สำเร็จถึงมรรคผลคือพระอรหันตผล แต่ถ้าทำทาน รักษาศีล ทำภาวนา ทำด้วยตัณหาก็เป็นบุญที่มีกำลังน้อย ถ้าไม่ทำด้วยตัณหาก็มีกำลังมากให้สำเร็จมรรคผลได้
ตัณหามี ๓ อย่างด้วยกัน คือ กามตัณหา ภวตัณหา และวิภวตัณหา
ยกตัวอย่างการทำบุญที่แฝงไว้ด้วยตัณหาทั้งสามอย่าง
กามตัณหา ได้แก่ ความอยาก อยากได้นั่นอยากได้นี่ เช่นทำบุญอยากได้วิมานสวยในสวรรค์ ทำบุญขอให้เกิดชาติใหม่เป็นคนรวย, เป็นคนหล่อ คนสวย เป็นต้น
ภวตัณหา ได้แก่ ความอยากเป็นนั่นเป็นนี่ เช่น ทำบุญหวังไว้ว่าถ้าตายไปจะได้เกิดเป็นเทวดา หรือนั่งสมาธิแล้วหวังไว้ว่าถ้าตายไปจะได้เกิดเป็นพรหม เป็นใหญ่บนสวรรค์ เป็นต้น
วิภวตัณหา ได้แก่ ความอยากเหมือนกัน เป็นความอยากที่ไม่อยากเป็นนั่นไม่อยากเป็นนี่ เช่น ทำบุญไว้เพื่อชาติใหม่ไม่อยากเกิดมาจน เป็นต้น
บุคคล ที่ทำทาน รักษาศีล ภาวนา ที่มีความปรารถนาในตัณหาอย่างใดอย่างหนึ่ง คือทำบุญโดยหวังผลตอบแทนไม่ใช่สิ่งที่ผิดแต่อย่างใด แต่กุศลนั้นมีน้อยเรียกว่า วัฏฏคามี เป็นการทำบุญที่ทำให้ต้องกลับมาเวียนว่ายตายเกิดอีก ไม่พ้นจากทุกข์ไปได้ ส่วนบุคคลที่ทำทาน รักษาศีล ภาวนา โดยไม่มีตัณหามาเจือปน ไม่หวังผลตอบแทนใดๆ เรียกว่า วิวัฏฏคามี เป็นกุศลที่ทำแล้วพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิด ไม่ต้องมาเกิด แก่ เจ็บ ตายอีก
ถามว่า : ทำบุญแล้วไม่อาศัยตัณหาหรือผลตอบแทนแล้วอาศัยอะไร ?
ตอบว่า : ให้ อาศัยปัญญาพิจารณาถึงกองทุกข์ คือ ชาติความเกิดมาเป็นขันธ์ ๕ หรือรูปกับนาม ที่มีความแก่ชรา เจ็บไข้ได้ป่วย มีความแตกดับทำลายไป มีความโศกเศร้าเสียใจด้วยความพลัดพรากจากสังขาร และสิ่งที่เป็นที่รักที่ชอบใจ ความทุกข์ทั้งหลายจะเกิดจะมีต้องอาศัยตัณหา ความดิ้นรนอยากเกิดอยากมีต่อไปในภพหน้า
ตัณหาทั้งหลายพาสัตว์เกิด แก่ เจ็บ ตาย อยู่ในภพทั้ง ๓ คือ กามภพ รูปภพ และอรูปภพ ต่อไปอีก ไม่ให้สัตว์ทั้งหลายถึงซึ่งนิพพานออกจากภพชาติได้ ต้องเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในวัฏสงสาร ให้เกิด แก่ เจ็บ ตาย อยู่ต่อไปด้วยตัณหานี้เอง
เมื่ออาศัยปัญญาพิจารณาเห็นโทษของตัณหา ที่พาเวียนวนตายเกิดนี้แล้ว ก็สิ้นความยินดีที่จะอาศัยตัณหาความอยากในกามคุณ คือ รูป รส กลิ่น เสียง เครื่องสัมผัส ให้เกิดความกำหนัดรักใคร่ในโลกีย์นี้อีก
ขอบคุณบทความจากธรรมจักรดอทเน็ต
วันศุกร์, เมษายน 24, 2009
เป็นผู้ให้
เมื่อไหร่ได้มา อย่าลืมให้ไป
เมื่อไหร่ได้มา อย่าลืมให้ไป
จะทำให้ชีวิตและหัวใจของเธอสมดุล
ถ้าเราได้บ่อยๆแล้วไม่แบ่งปันให้ใคร
เราก็จะเป็นคนเห็นแก่ได้ ไม่รู้จักพอโดยไม่รู้ตัว
ทำให้เกิดทุกข์ในใจ
การให้และแบ่งปัน จะทำให้กิเลสของเราลดลง
ช่วยรักษาสมดุลทางใจได้ดีทางหนึ่ง
เรียกว่าให้เพื่อใจเราเอง
นานมาแล้ว เคยมีคนสอนฉันว่า
ทุก 2% ของรายได้
ไม่ว่าจะเป็นเงินเดือน หรือเงินพิเศษก็ตาม
ควรแบ่งปันให้คนอื่น
เพราะถ้าเราเอาแต่ได้ บุญเก่าเราจะหมดเร็ว
ก็เล่นเอาแต่ใช้ ไม่เติมลงไป
มีน้อยก็ให้น้อย ดีกว่าไม่ให้เลย
ถ้าเรามัวแต่รับ มัวแต่กอบโกย
เราจะเกิดความโลภโดยไม่รู้ตัว
เหมือนกับยิ่งได้ยิ่งสนุกจนลืมตัว
ที่จริง... มันไม่เกี่ยวกับเรื่องบุญหรือบาปหรอก
แต่ให้เพื่อใจเรา...
เพื่อละลดกิเลสที่ทำให้เกิดทุกข์
และตัวเขาก็ได้ประโยชน์
มีความสุขทั้งสองฝ่าย
เพียงแค่ส่วนเล็กน้อยของรายได้
ถ้าเรารู้จักแบ่งปันคนอื่น
มันไม่ได้ทำให้ชีวิตเราถึงกับล่มจมหรอก
แล้วเงินส่วนนั้น ต่อให้เรางกเก็บไว้
มันก็ไม่ได้ทำให้เราร่ำรวยขึ้นมาอีกด้วย
ก็แบ่งๆให้คนอื่น...
ที่เขาลำบากกว่าเราบ้างเถอะ...
------------------------------------
การ์ตูน. "ยืนอย่างเชื่อมั่น". กรุงเทพฯ:ใยไหม,2546. หน้า 131-135.
เมื่อไหร่ได้มา อย่าลืมให้ไป
จะทำให้ชีวิตและหัวใจของเธอสมดุล
ถ้าเราได้บ่อยๆแล้วไม่แบ่งปันให้ใคร
เราก็จะเป็นคนเห็นแก่ได้ ไม่รู้จักพอโดยไม่รู้ตัว
ทำให้เกิดทุกข์ในใจ
การให้และแบ่งปัน จะทำให้กิเลสของเราลดลง
ช่วยรักษาสมดุลทางใจได้ดีทางหนึ่ง
เรียกว่าให้เพื่อใจเราเอง
นานมาแล้ว เคยมีคนสอนฉันว่า
ทุก 2% ของรายได้
ไม่ว่าจะเป็นเงินเดือน หรือเงินพิเศษก็ตาม
ควรแบ่งปันให้คนอื่น
เพราะถ้าเราเอาแต่ได้ บุญเก่าเราจะหมดเร็ว
ก็เล่นเอาแต่ใช้ ไม่เติมลงไป
มีน้อยก็ให้น้อย ดีกว่าไม่ให้เลย
ถ้าเรามัวแต่รับ มัวแต่กอบโกย
เราจะเกิดความโลภโดยไม่รู้ตัว
เหมือนกับยิ่งได้ยิ่งสนุกจนลืมตัว
ที่จริง... มันไม่เกี่ยวกับเรื่องบุญหรือบาปหรอก
แต่ให้เพื่อใจเรา...
เพื่อละลดกิเลสที่ทำให้เกิดทุกข์
และตัวเขาก็ได้ประโยชน์
มีความสุขทั้งสองฝ่าย
เพียงแค่ส่วนเล็กน้อยของรายได้
ถ้าเรารู้จักแบ่งปันคนอื่น
มันไม่ได้ทำให้ชีวิตเราถึงกับล่มจมหรอก
แล้วเงินส่วนนั้น ต่อให้เรางกเก็บไว้
มันก็ไม่ได้ทำให้เราร่ำรวยขึ้นมาอีกด้วย
ก็แบ่งๆให้คนอื่น...
ที่เขาลำบากกว่าเราบ้างเถอะ...
------------------------------------
การ์ตูน. "ยืนอย่างเชื่อมั่น". กรุงเทพฯ:ใยไหม,2546. หน้า 131-135.
วันเสาร์, เมษายน 18, 2009
น่าคิด
''การกลับมาอยู่กับตัวเอง''
รู้ไหมว่าเรามีเวลาอยู่ในโลกนี้...........คนละกี่ปี
ชีวิตนั้นสั้นยิ่งกว่าหยดน้ำค้างเสียอีก จะตายวันตายพรุ่งก็ไม่มีใครรู้ล่วงหน้า
ถ้าเราใช้เวลาอันแสนสั้นนี้ไปมัวหลับๆตื่นๆอยู่ในความรัก โลภ โกรธ หลง
หมั่นไส้คนนั้น ปลาบปลื้มคนนี้ ริษยาเจ้านายใส่ไคล้ลูกน้อง
ปกป้องภาพลักษณ์ (อัตตา) กด (หัว)
คนรุ่นใหม่หลงใหลเปลือกของชีวิต โดยลืมไปเลยว่า
อะไรคือสิ่งที่ตนควรทำอย่างแท้จริง
คิดดูเถิดว่า เราจะขาดทุนขนาดไหน
ท่านอังคาร กัลยาณพงศ์ เขียนบทกวีไว้ว่า
''น้ำไหลอายุขัยก็ไหลล่วง ใบไม้ร่วงชีพก็ร้างอย่างความฝัน
ฆ่าชีวาคือพร่าค่าคืนวัน จะกำนัลโลกนี้มีงานใด''
คนเราไม่ควรพร่าเวลาอันสูงค่าด้วยการปล่อยตัวปล่อยใจ
ให้ตกเป็นทาสของความชอบ ความชัง มากนัก
เพราะถ้าเราวิ่งตามกิเลส กิเลสก็จะพาเราวิ่งทำสิ่งนั้นสิ่งนี้ต่อไปไม่รู้จบ
กิเลสไม่เคยเหนื่อย แต่ใจคนเราสิจะเหนื่อยหนักหนาสาหัสไม่รู้กี่เท่า
ควรคิดเสียใหม่ว่า เราไม่ได้เกิดมาเพื่อที่จะชอบหรือไม่ชอบใคร
หรือเพื่อที่จะให้ใครมาชอบหรือมาชัง แต่เราเกิดมาสู่โลกนี้เพื่อทำในสิ่ง
ที่ดีที่สุดที่มนุษย์คนหนึ่งควรจะทำ
เอาเวลาที่รู้สึกแย่ๆ กับคนอื่นนั้นหันกลับมามองตัวเองดีกว่า
ชีวิตนี้เรามีอะไรบ้างที่เป็นแก่นสาร มีงานอะไรบ้างที่เราควรทำ
นอกจากนั้นก็ควรมองกว้างออกไปอีกว่า
เราได้ทำอะไรไว้ให้แก่โลกบ้างแล้วหรือยัง
คนทุกคนนั้นต่างก็มีดีมีเสียอยู่ในตัวเอง
ถ้าเราเลือกมองแต่ด้านเสียของเขา
จิตใจของเราก็เร่าร้อน หม่นไหม้
เวลาที่เสียไปเพราะมัวแต่สนใจด้านไม่ดีของคนอื่น
ก็เป็นเวลาที่ถูกใช้ไปอย่างไร้ค่า
บางที่คนที่เราลอบมอง ลอบรู้สึกไม่ดีกับเขานั้น
เขาไม่เคยรู้สึกอะไรไปด้วยกันกับเราเลย
เราเผาตัวเราเองอยู่ฝ่ายเดียวด้วยความหงุดหงิด ขัดเคืองและอารมณ์เสีย
วันแล้ววันเล่า สภาพจิตใจแบบนี้ไม่เคยทำให้ใครมีคุณภาพชีวิตดีขึ้นมาได้เลย
ลองเปลี่ยนวิธีคิด วิธีมองโลกเสียใหม่ดีกว่า
คิดเสียว่าคนเราไม่มีใครดีพร้อมหรือ เลวไม่มีที่ติไปเสียทั้งหมดหรอก
เราอยู่ในโลกกันคนละไม่กี่ปี ประเดี๋ยวเดียวก็จะล้มหายตายจากกันไปหมดแล้ว
มาเสียเวลากับเรื่องไร้สาระทำไม
อะไรที่ควรทำก็รีบทำเถิดปล่อยวางเสียบ้าง
ความโกรธ ความเกลียดนั้นไม่มีคุณค่าอะไรต่อชีวิตอันแสนน้อยนิดนี้เลย
มุ่งไปข้างหน้า ไปหาสิ่งที่มีคุณค่าให้ชีวิตดีงามดีกว่า
วิธีที่แนะนำทั้งหมดนั้น นักภาวนาเรียกว่า ''การกลับมาอยู่กับตัวเอง''
กล่าวคือ ถ้าเราเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องอยู่กับคนที่ไม่ถูกโฉลก
แทนที่จะปล่อยใจให้อยู่กับ ความรู้สึกแย่ๆไปตลอด
ก็ควรหันกลับเข้ามา ''มองด้านใน''
แก้ไขที่ตัวเอง อย่ามุ่งแก้ไขที่คนอื่น
เพราะยิ่งพยายามแก้ไขคนอื่น ก็ยิ่งยุ่งเหมือนลิงทอดแห
ยิ่งเราให้ความสำคัญกับคนที่เราเกลียดมากเท่าใด
สภาพจิตใจก็ยิ่งแย่ลงมากเท่านั้น
วิธีที่ดีที่สุดในการอยู่กับคนที่เรารู้สึกไม่ดีหรือเป็นปฏิปักษ์ก็คือ
การดึงความรู้สึกจากเขามาอยู่เราทุกขณะ
หรือถ้าเช่นนั้นก็ย้ายตัวเองออกไปเสียจาก สภาพแวดล้อมเช่นนั้นให้เร็วที่สุด
อย่าอยู่นานจนทุกข์นั้นกลัดหนองเป็นมะเร็งร้ายในอารมณ์
ปราชญ์จีนบอกว่า ...............
''ถ้ามีขุนเขาขวางท่านอยู่ข้างหน้า อย่าเสียเวลาย้ายขุนเขา แต่จงย้ายตัวเอง''
ดังนั้นเราควรจะย้ายภูเขาที่อยู่ข้างในหรือจะย้ายภูเขาที่อยู่ข้างนอก
วิสัชนา โดย ว.วชิรเมธี
ขอบคุณบทความจากพลังจิตดอทคอม
รู้ไหมว่าเรามีเวลาอยู่ในโลกนี้...........คนละกี่ปี
ชีวิตนั้นสั้นยิ่งกว่าหยดน้ำค้างเสียอีก จะตายวันตายพรุ่งก็ไม่มีใครรู้ล่วงหน้า
ถ้าเราใช้เวลาอันแสนสั้นนี้ไปมัวหลับๆตื่นๆอยู่ในความรัก โลภ โกรธ หลง
หมั่นไส้คนนั้น ปลาบปลื้มคนนี้ ริษยาเจ้านายใส่ไคล้ลูกน้อง
ปกป้องภาพลักษณ์ (อัตตา) กด (หัว)
คนรุ่นใหม่หลงใหลเปลือกของชีวิต โดยลืมไปเลยว่า
อะไรคือสิ่งที่ตนควรทำอย่างแท้จริง
คิดดูเถิดว่า เราจะขาดทุนขนาดไหน
ท่านอังคาร กัลยาณพงศ์ เขียนบทกวีไว้ว่า
''น้ำไหลอายุขัยก็ไหลล่วง ใบไม้ร่วงชีพก็ร้างอย่างความฝัน
ฆ่าชีวาคือพร่าค่าคืนวัน จะกำนัลโลกนี้มีงานใด''
คนเราไม่ควรพร่าเวลาอันสูงค่าด้วยการปล่อยตัวปล่อยใจ
ให้ตกเป็นทาสของความชอบ ความชัง มากนัก
เพราะถ้าเราวิ่งตามกิเลส กิเลสก็จะพาเราวิ่งทำสิ่งนั้นสิ่งนี้ต่อไปไม่รู้จบ
กิเลสไม่เคยเหนื่อย แต่ใจคนเราสิจะเหนื่อยหนักหนาสาหัสไม่รู้กี่เท่า
ควรคิดเสียใหม่ว่า เราไม่ได้เกิดมาเพื่อที่จะชอบหรือไม่ชอบใคร
หรือเพื่อที่จะให้ใครมาชอบหรือมาชัง แต่เราเกิดมาสู่โลกนี้เพื่อทำในสิ่ง
ที่ดีที่สุดที่มนุษย์คนหนึ่งควรจะทำ
เอาเวลาที่รู้สึกแย่ๆ กับคนอื่นนั้นหันกลับมามองตัวเองดีกว่า
ชีวิตนี้เรามีอะไรบ้างที่เป็นแก่นสาร มีงานอะไรบ้างที่เราควรทำ
นอกจากนั้นก็ควรมองกว้างออกไปอีกว่า
เราได้ทำอะไรไว้ให้แก่โลกบ้างแล้วหรือยัง
คนทุกคนนั้นต่างก็มีดีมีเสียอยู่ในตัวเอง
ถ้าเราเลือกมองแต่ด้านเสียของเขา
จิตใจของเราก็เร่าร้อน หม่นไหม้
เวลาที่เสียไปเพราะมัวแต่สนใจด้านไม่ดีของคนอื่น
ก็เป็นเวลาที่ถูกใช้ไปอย่างไร้ค่า
บางที่คนที่เราลอบมอง ลอบรู้สึกไม่ดีกับเขานั้น
เขาไม่เคยรู้สึกอะไรไปด้วยกันกับเราเลย
เราเผาตัวเราเองอยู่ฝ่ายเดียวด้วยความหงุดหงิด ขัดเคืองและอารมณ์เสีย
วันแล้ววันเล่า สภาพจิตใจแบบนี้ไม่เคยทำให้ใครมีคุณภาพชีวิตดีขึ้นมาได้เลย
ลองเปลี่ยนวิธีคิด วิธีมองโลกเสียใหม่ดีกว่า
คิดเสียว่าคนเราไม่มีใครดีพร้อมหรือ เลวไม่มีที่ติไปเสียทั้งหมดหรอก
เราอยู่ในโลกกันคนละไม่กี่ปี ประเดี๋ยวเดียวก็จะล้มหายตายจากกันไปหมดแล้ว
มาเสียเวลากับเรื่องไร้สาระทำไม
อะไรที่ควรทำก็รีบทำเถิดปล่อยวางเสียบ้าง
ความโกรธ ความเกลียดนั้นไม่มีคุณค่าอะไรต่อชีวิตอันแสนน้อยนิดนี้เลย
มุ่งไปข้างหน้า ไปหาสิ่งที่มีคุณค่าให้ชีวิตดีงามดีกว่า
วิธีที่แนะนำทั้งหมดนั้น นักภาวนาเรียกว่า ''การกลับมาอยู่กับตัวเอง''
กล่าวคือ ถ้าเราเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องอยู่กับคนที่ไม่ถูกโฉลก
แทนที่จะปล่อยใจให้อยู่กับ ความรู้สึกแย่ๆไปตลอด
ก็ควรหันกลับเข้ามา ''มองด้านใน''
แก้ไขที่ตัวเอง อย่ามุ่งแก้ไขที่คนอื่น
เพราะยิ่งพยายามแก้ไขคนอื่น ก็ยิ่งยุ่งเหมือนลิงทอดแห
ยิ่งเราให้ความสำคัญกับคนที่เราเกลียดมากเท่าใด
สภาพจิตใจก็ยิ่งแย่ลงมากเท่านั้น
วิธีที่ดีที่สุดในการอยู่กับคนที่เรารู้สึกไม่ดีหรือเป็นปฏิปักษ์ก็คือ
การดึงความรู้สึกจากเขามาอยู่เราทุกขณะ
หรือถ้าเช่นนั้นก็ย้ายตัวเองออกไปเสียจาก สภาพแวดล้อมเช่นนั้นให้เร็วที่สุด
อย่าอยู่นานจนทุกข์นั้นกลัดหนองเป็นมะเร็งร้ายในอารมณ์
ปราชญ์จีนบอกว่า ...............
''ถ้ามีขุนเขาขวางท่านอยู่ข้างหน้า อย่าเสียเวลาย้ายขุนเขา แต่จงย้ายตัวเอง''
ดังนั้นเราควรจะย้ายภูเขาที่อยู่ข้างในหรือจะย้ายภูเขาที่อยู่ข้างนอก
วิสัชนา โดย ว.วชิรเมธี
ขอบคุณบทความจากพลังจิตดอทคอม
วันจันทร์, เมษายน 6, 2009
ทักทาย
ช่วงนี้ เหนื่อยค่ะ ไม่ค่อยมีเวลาหาข้อมูลมาอัพเดท ในบล็อกเท่าไหร่
คำถามที่ส่งมาทางอีเมล์ ยังตอบอยู่ค่ะ แต่อาจจะช้าบ้างคงไม่ว่ากัน
จะพยายามตอบให้เร็ว ที่สุดค่ะ ใกล้จะถึงเทศกาลสงกรานต์ในอีกไม่กี่วัน
ขับรถ เดินทางก็ขอให้เพิ่มความระมัดระวังมากขึ้นนะคะ
หลาย ๆ คนก็ต้องมีกิจกรรมสังสรรค์ กับครอบครัว เพื่อนฝูง คนใกล้ชิด
เป็นช่วงเวลาที่เราต่างรอคอย ใครอยู่ไกลบ้านก็ถึงเวลาได้กลับไปเก็บเกี่ยวความรู้สึกดีดี
ไม่ว่าโลกจะเป็นอย่างไร แม้สภาพการเมือง เศรษฐกิจจะไม่ค่อยเป็นใจเท่าไหร่
ขอให้ยิ้มสู้ไว้ ขอให้มีความสุข กันถ้วนหน้าค่ะ
คำถามที่ส่งมาทางอีเมล์ ยังตอบอยู่ค่ะ แต่อาจจะช้าบ้างคงไม่ว่ากัน
จะพยายามตอบให้เร็ว ที่สุดค่ะ ใกล้จะถึงเทศกาลสงกรานต์ในอีกไม่กี่วัน
ขับรถ เดินทางก็ขอให้เพิ่มความระมัดระวังมากขึ้นนะคะ
หลาย ๆ คนก็ต้องมีกิจกรรมสังสรรค์ กับครอบครัว เพื่อนฝูง คนใกล้ชิด
เป็นช่วงเวลาที่เราต่างรอคอย ใครอยู่ไกลบ้านก็ถึงเวลาได้กลับไปเก็บเกี่ยวความรู้สึกดีดี
ไม่ว่าโลกจะเป็นอย่างไร แม้สภาพการเมือง เศรษฐกิจจะไม่ค่อยเป็นใจเท่าไหร่
ขอให้ยิ้มสู้ไว้ ขอให้มีความสุข กันถ้วนหน้าค่ะ
วันอาทิตย์, มีนาคม 29, 2009
คิดบวก

Positive thinking
สิ่งสำคัญไม่ได้อยู่ที่โลกมีแง่มุมมากมายให้มอง
แต่อยู่ที่เราจะเลือกมองมุมไหน
โลกใบนี้ มีมุมดีๆให้มอง
แค่มองเห็นว่า....
* คนทุกคนมีเหตุผลในการทำสิ่งต่างๆ เสมอ
* ความผิดพลาดเกิดขึ้นได้...แต่ทุกปัญหาแก้ไขได้
* สิ่งร้ายๆ จะมาพร้อมกับสิ่งดีๆ เสมอ
* ความมืดในเวลากลางคืนมีแต่ 12 ชั่วโมง
* หลังฝนตกหนักแล้วฟ้าจะปลอดโปร่ง
* ของบางอย่างไม่ได้เกิดมาเพื่อเป็นของเรา
* ชีวิตเป็นของเรา
* ถนนบางสายไกลหน่อย แต่ก็ยังมีวันถึง
* ฝันร้ายเป็นแค่ความฝัน
* อุปสรรคทำให้ชีวิตมีสีสัน
* ความเจ็บปวดทำให้หัวใจแข็งแกร่ง
* ทุกๆอย่างมีระยะเวลาของมัน
* การร้องไห้ทำให้ดวงตาใสขึ้น
* ตัวเรายังไม่ได้อย่างใจเรา แล้วคนอื่นจะเป็นได้อย่างไร
* เมื่อมาถึงจุดที่หนักที่สุดแล้ว หลังจากนั้นทุกอย่างจะผ่อนคลายลงเรื่อยๆ
* มีไม่มากแต่ก็มีพอ
* ไม่มีเงินแต่ยังมีแรง
* ความอ้วนทำให้ใบหน้าอิ่มเอิบ
* ความผอมทำให้เสื้อผ้าดูดี
* ถ้าวิ่งที่ถึงเร็วขึ้น
* ถ้าค่อยๆเดิน จะไม่เหนื่อย
โลกใบนี้ มีมุมดีๆให้มอง
และเรากำลังมองอยู่....
ขอบคุณบทความจากทำดีดอทเน็ต(จั่นเจา)
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)