วันอาทิตย์, พฤศจิกายน 30, 2008

100 ข้อคิดพินิจธรรม...


๑. จงทำดี อย่าหวังค่าตอบแทน ถึงแม้จะเป็นเพียงคำสรรเสริญก็ตาม

๒. จงทำดี ให้มันดี ถึงแม้ผลงานออกมาไม่ดี ก็ถือว่าเราทำดีที่สุดแล้ว

๓. จงทำดี แต่อย่าอวดดี เพราะทุกคนก็มีดีไม่เหมือนกัน

๔. อุปสรรคมักจะเกิดขึ้นในขณะที่กำลังทำความดี ดีเหลือเกินหนี้สินเก่าจะได้หมดไป

๕. อุปสรรคมักจะไม่เกิดขึ้นในขณะกำลังทำความชั่ว เพราะเป็นทางกู้หนี้สินใหม่เข้ามาแทน

๖. ทุก ๆ คนปรารถนาแต่สิ่งที่ดี ๆ แต่ไม่รู้จักการทำความดี

๗. ควรแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ อย่าพยายามแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ

๘. คนโง่ไม่มีความพยายามที่จะเข้าใจอะไรได้เลย
ได้แต่เอะอะโวยวายว่า ...ทำไมถึงเป็นแบบนี้
ทำไม... ? ถึงต้องเป็นเรา ทำไม ...ทำไม ...

๙. ผู้ฉลาดในธรรม ยอมรับว่า ...สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม
ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว... ซึ่งไม่มีอะไรที่น่าตกใจเลย เพราะเป็นเรื่องธรรมดา

๑๐. ชีวิตที่ไม่ขาดทุน คือการไม่เคยทำความชั่วเลย

๑๑. เพราะฉะนั้นคนเราเจอทั้งสุขและทุกข์ เพราะว่าทำทั้งดี ทำทั้งชั่ว

๑๒. การตามใจตัวเองอยู่เสมอ เป็นทางตันในการดำเนินชีวิต

๑๓. การขัดใจตัวเอง ก็คือการขัดเกลาหนทางให้ราบเรียบ

๑๔. ถ้าหากเราอยากให้คนอื่นมาเข้าใจหรือเอาใจในตัวเรา
เหมือนกับว่าเรายังเป็นเด็กไร้เดียงสาไม่รู้จักเติบโตเลย

๑๕. เราพยายามที่จะเข้าใจคนอื่น มากกว่าที่จะให้คนอื่นมาเข้าใจ
ตอนนี้ เรากำลังจะเป็นผู้ใหญ่แล้ว

๑๖. หลาย ๆ ชีวิต เดินสวนทางกันไปมาอยู่ในขณะนี้
มีทางดำเนินชีวิตไม่เหมือน และก็มีอุปสรรคที่ไม่เหมือนกัน

๑๗. เราอย่าเข้าใจว่า มีความทุกข์มากกว่าคนอื่น
คนอื่นมีความทุกข์มากกว่าเราก็ยังมี

๑๘. การร้องไห้เป็นการแสแสร้งที่แบบเนียนเหลือเกินในวัน
เพราะพรุ่งนี้เราจะร้องเพลงก็ได้

๑๙. เพราะฉะนั้น เวลาเรามีความทุกข์
ก็อย่าเข้าใจว่า เรามีความทุกข์
เวลาเรามีความสุข ก็อย่าเข้าใจว่า เรามีความสุข
ไม่เช่นนั้นเราต้องเป็นคนบ้า
ร้องไห้บ้าง ร้องเพลงบ้าง ตามประสาคนบ้า

๒๐. คนอื่นจะให้ได้ดังใจเรานั้น ทุกอย่างไม่มีเลย
เพียงแต่เรายอมรับเขา อยู่ในฐานะใดฐานะหนึ่งเท่านั้น

๒๑. แม้แต่ตัวของเราเองก็ยังไม่ได้ดังใจเรา
แล้วคนอื่นจะให้ได้ดังใจเรานั้น เป็นอันไม่มี

๒๒. เราไม่ได้ดังใจเขา จะให้เขาได้ดังใจเราอย่างไร

๒๓. ปรารถนาสิ่งใด อย่าพึงดีใจไว้ล่วงหน้า
พลาดหวังสิ่งใด อย่าพึงเสียใจตามหลัง

๒๔. ทุกสิ่งทุกอย่าง มันเป็นเช่นนั้นเอง

๒๕. หากยึดถือมาก ให้ความสำคัญมันมาก ทุกข์มาก

๒๖. หากยึดถือน้อย ให้ความสำคัญมันน้อย ทุกข์น้อย

๒๗. ยินดีไปตามความอยาก คือความมักมากไม่มีสิ้นสุด

๒๘. แท้จริง ผัว ไม่มี เมียไม่มี ลูกไม่มี ทรัพย์สมบัติก็ไม่มี
แต่ความยึดมั่นด้วยความลุ่มหลงอย่างหนาแน่นว่าเรามี

๒๙. สักวันหนึ่ง เราคงจะไม่มีอะไรสักอย่างเลย ถึงวันนั้น เราทำใจได้ไหม ?

๓๐. การเกิดขึ้น เพื่อเริ่มต้นไปสู่ความดับลง
ท่านจะยึดถือ หรือไม่ยึด นั้นมันเป็นเรื่องของท่าน

๓๑. อุปาทานคือความยึดมั่นถือมั่น กับความรับผิดชอบ มันคนละอย่างกัน

๓๒. วันนี้ต้องดีกว่าวานนี้ พรุ่งนี้จะต้องดีกว่าวันนี้

๓๓. ทำดีในวันนี้ พรุ่งนี้จะดีของมันเอง

๓๔. คนโง่จะเสียใจ ร้องไห้ตลอดวัน โดยไม่เกิดประโยชน์อะไรเลย

๓๕. ส่วนคนฉลาด จะรีบแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น เท่าที่จะทำได้

๓๖. เรารักในสิ่งใด จะต้องจากในสิ่งนั้น ช้าหรือเร็วมันอีกเรื่องหนึ่ง

๓๗. ถ้าผัวตายก่อนเมีย เมียจะต้องเสียใจ
ถ้าเมียตายก่อนผัว ผัวจะต้องเสียใจ ทำอย่างไร จึงจะไม่เสียใจ

๓๘. ถ้าไม่อยากเสียใจ เมื่อจากกันไป ก็อย่าดีใจเมื่อตอนได้มา

๓๙. ท่านแน่ใจหรือว่าท่านเป็นพระเอกหรือนางเอกตลอดนิรันดรกาล

๔๐. ใช่แน่นอน ! ท่านเป็นตัวเอกในเรื่องของท่าน
แต่ท่านอาจจะเป็นตัวสำรองในเรื่องของผู้อื่น

๔๑. เรายืนอยู่บนสนามชีวิต ต้องต่อสู้อุปสรรคทุกรูปแบบ
จนกว่าจะปิดฉากละครแห่งชีวิต ด้วยการตายลงไป

๔๒. บทเรียนในตำราเรียน กับบทเรียนในชีวิตจริง มันคงละอย่างกัน

๔๓. ไม่มีตำราเล่มไหน ที่จะสอนเราทุกอย่างก้าว
ว่าวันนี้เราจะต้องเจออะไรบ้าง และจะต้องแก้อย่างไร ?

๔๔. เสียเงินทอง เสียสิ่งของ เสียเวลา และก็เสียใจ เป็นการจ่ายค่าเทอมชีวิต

๔๕. คนฉลาดจะจ่ายค่าเทอมที่ถูกที่สุด ส่วนคนโง่จะจ่ายค่าเทอมที่แพงกว่ากัน

๔๖. ที่จริงคนตาบอด พิกลพิการเขาน่าจะเป็นทุกข์มากกว่าเรา
ทำไม ? เขายังยิ้มแย้มแจ่มใสได้

๔๗. ทำไมเราจึงทุกข์กว่าคนพิกลพิการเล่า ?

๔๘. กายพิการ แต่ใจไม่พิการ
ใจพิการ แต่กายไม่พิการ อย่างไหนดีกว่ากัน ?

๔๙. เราสามารถตัดสินหนทางดำเนินชีวิตของเราเองได้ ดีหรือชั่ว อยู่ที่ตัวของเรา

๕๐. คนอื่นสามารถบังคับเราเป็นเพียงบางเวลา
ส่วนใจของเรานั้น ไม่มีใครสามารถบังคับได้นอกจากตัวของเราเท่านั้น



๕๑. ถึงแม้งานจะสับสนยุ่งยากเหลือเกิน
หากใจมีอิสระแล้ว ไม่เห็นจะยุ่งยากตรงไหน

๕๒. ทุกคนเกิดมาเพื่อทำหน้าที่ ตายเพื่อทำหน้าที่ ดีกว่าตายเพราะไม่ทำหน้าที่

๕๓. รับผิดชอบตัวเอง รับผิดชอบเพื่อนที่ดี และรับผิดชอบสังคม

๕๔. วันนี้เราด่าเขา วันหน้าเขาต้องด่าเรา
ชาตินี้เราฆ่าเขา ชาติหน้าเขาจะต้องฆ่าเราอย่างแน่นอน

๕๕. คนทำบาป เพราะเห็นแก่กิน
ไม่ต่างอะไรกับกินอาหารผสมยาพิษอย่างเอร็ดอร่อย
กินมากก็มีพิษมา กินน้อยก็มีพิษน้อย

๕๖. กฎหมายทางโลก คุ้มครองสัตว์บางจำพวกเท่านั้น
ส่วนกฎแห่งกรรมทางธรรม คุ้มครองสัตว์ทุกจำพวก

๕๗. กฎระเบียบของทางโลก อนุโลมไปตามความอยาก
ส่วนกฎทางธรรมอนุโลมไปตามความเป็นจริง

๕๘. กรรมคือการกระทำให้สัตว์หยาบ และละเอียดประณีตต่างกัน

๕๙. ไม่มีพระเจ้าองค์ใด ที่จะสร้างเรา
ไม่มีพระเจ้าองค์ใด ที่จะทำให้เราร่ำรวยได้
ไม่มีพระเจ้าองค์ใด ที่จะทำให้เราเป็นผู้บริสุทธิ์ได้นอกจากตัวของเราเอง

๖๐. คำว่า ...ทำดี ได้ดี ทำชั่ว ได้ชั่ว... มากเหลือเกินที่คนได้ยิน น้อยเหลือเกินที่คนรู้จัก

๖๑. เหตุการณ์ความเป็นไปของทางโลก ไม่มีสิ้นสุด
เราไม่สามารถจะติดตามได้ตลอดกาลเพราะอายุยังมีที่สิ้นสุด
เราจะบ้ากับมันหรือไม่บ้า มันก็เป็นไปอยู่อย่างนั้น

๖๒. เพื่อมิให้เสียเวลา จงกลับมามองดูจิตใจของตนเอง ทำไมถึงซอกแซกสับส่ายถึงขนาดนั้น

๖๓. มันเคยตัว เพราะเราให้โอกาสมันมากเกินไป
เพราะรักมันมาก จึงไม่กล้าขัดใจ นาน ๆ ไปอาจกลายเป็นโรควิกลจริตทางด้านจิตใจ

๖๔. การเอาชนะใจตนเอง ไม่ให้ไหลสู่อำนาจฝ่ายต่ำ เป็นสิ่งประเสริฐแท้

๖๕. วันนี้ เราตามใจของตนเอง ด้วยอำนาจแห่งความอยาก
วันพรุ่งนี้ เราต้องหมดโอกาสที่จะสบายใจ

๖๖. วันนี้ เราไม่ตามใจตนเอง พรุ่งนี้ เราจะอยู่อย่างสบาย

๖๗. ยิ่งแก่ ยิ่งงก เพราะเขางกมาตั้งแต่ยังไม่แก่ ยิ่งแก่ ยิ่งดี เพราะเขาดีตั้งแต่ยังไม่แก่

๖๘. การวิ่งไปตามความอยาก คือการฆ่าตนเองด้วยความพอใจ

๖๙. ศัตรูมักมาในรูปรอยแห่งความเป็นมิตร ความทุกข์มักมาในรูปรอยแห่งความสุข

๗๐. น้ำหวานผสมยาพิษ คนโง่จะชอบดื่ม
เพราะไม่รู้ ยาเสพติด ทำลายร่างกายตนเอง คนโง่ก็จะพากันเสพทั้งที่รู้

๗๑. ความสบายกายและสบายจิต
จะหาซื้อด้วยเงินแสนเงินล้านไม่มีเลย ไม่จำเป็นจะต้องซื้อด้วยเงินและทอง

๗๒. คนที่มีศรัทธา มีคุณค่ายิ่งกว่าเงินแสนเงินล้าน

๗๓. เมื่อมีศรัทธา ควรมีปัญญาประกอบด้วย
ไม่เช่นนั้นก็จะเป็นคนงมงาย ขาดเหตุผล

๗๔. คนนิยมสร้างพุทธ ที่เป็นรูป คือพุทธรูป
แต่ไม่นิยมสร้างพุทธ ที่เป็นนาม คือสภาวธรรมที่รู้แจ้ง รู้จริง ทำให้รู้จักพุทธะ

๗๕. ความจริงต้องมีให้พิสูจน์ จึงจะถือว่าจริงแน่นอน
คนโง่จะไม่เชื่อตั้งแต่เริ่มต้น จึงไม่พบกับความจริงในชีวิต มีแต่ความงมงายในชีวิต

๗๖. คนใดถือสิ่งที่ไม่เป็นสาระ ว่าเป็นสาระ
ถือสิ่งที่ไม่เป็นสาระ ว่าเป็นสาระคนนั้นมีทางดำเนินในทางที่ผิด
เขาจะไม่พบแก่นสารชีวิตที่แท้จริงเลย

๗๗. ผู้ที่หลงเปลือกนอก ย่อมไม่เห็นแก่นใน
ผู้ถึงแก่นใน ย่อมเข้าใจเปลือกนอก

๗๘. ความสนุกสนานมัวเมาประมาทในชีวิต
ไม่ใช่หนทางดำเนินชีวิตที่แท้จริง มันเป็นหนทางที่ทำให้เสียเวลา

๗๙. หากคนให้ความสำคัญกับการ กิน เล่น เสพกาม และนอน
มากกว่าคุณธรรม เกิดเป็นสัตว์เดรัจฉานจะไม่ดีกว่ากันหรือ ?
เพราะว่าไม่มีกฎหมายห้าม

๘๐. หากจิตใจเต็มด้วยความโลภ โกรธ หลง
ช่องว่างในหัวใจไม่มี มีแต่ความอึดอัด

๘๑. อาหารที่กินเข้าไปมาก แสนจะอึดอัด แต่มีทางระบายออก

๘๒. ยิ่งความโลภ โกรธ หลง ลดลงมากเท่าไร
ความปลอดโปร่ง ยิ่งมีขึ้นมากเท่านั้น

๘๓. แสงสว่างในทางธรรม จุดประกายให้ชีวิต ให้พบแต่ความสดใส

๘๔. ความสุขทางโลก เหมือนกับการเกาขอบปากแผลที่คัน ยิ่งเกายิ่งมัน
เวลาหยุดเกา มันแสบมันคัน เพราะเป็นความสุขเกิดจากความเร่าร้อน

๘๕. เมื่อตอนที่อยากได้ ก็เป็นทุกข์ขณะที่แสวงหา ก็เป็นทุกข์
ได้มาแล้วกลัวฉิบหายไป ก็เป็นทุกข์

๘๖. เมื่อสิ่งนี้มี สิ่งนี้ก็ต้องมี เมื่อสิ่งนี้ไม่มี สิ่งนี้ก็ย่อมไม่มี

๘๗. หากมีแล้ว ทำให้มีความสุข ควรมี
ถ้าหากมีแล้ว ทำให้มีความทุกข์ ไม่รู้จะมีไว้ทำไม ?

๘๘. ทุกสิ่งทุกอย่างมันไม่เที่ยง เราไปยึดมั่นความไม่เที่ยงนั้นว่าความสุข

๘๙. แม้ความสุขนั้นมันก็ไม่เที่ยง จะไปหวังเอาอะไรอีกเล่า ?

๙๐. พบกันก็เพื่อจากกัน ได้มาก็เพื่อจากไป

๙๑. มองทุกข์ให้เห็นทุกข์ จึงจะมีความสุข

๙๒. ความเบาใจ คลายกังวล ย่อมมีได้ แก่บุคคลผู้เข้าใจธรรมะ

๙๓. ยิ่งเข้าถึงธรรมที่เป็นจริงมากเท่าใด ความเบาสบายใจยิ่งมีมากขึ้นเท่านั้น

๙๔. เพราะความสุขทางโลก ไม่ให้อะไรมากไปกว่าความเพลิดเพลิน
มัวเมา ประมาทในชีวิต จนลืมทางธรรม

๙๕. ทางเดิน ๒ ทาง ทางโลก และ ทางธรรม

๙๖. ทางโลก คือการปล่อยใจไปตามความอยากในโลกีย์ ทางธรรม
คือการควบคุมใจตนเอง ให้มีธรรมเป็นเครื่องคุ้มครอง

๙๗. ผิดหวังทางโลก ยังมีทางธรรมคุ้มครอง หากคนนั้นรู้จักธรรม

๙๘. ผิดหวังทางโลก อยากทำลายทุกสิ่งทุกอย่าง
แม้กระทั่งตนเอง คนนั้นแหละ ไม่รู้จักธรรม

๙๙. ทุกสิ่งทุกอย่างไม่ควรยึดถือมั่น

๑๐๐. มันเป็นเช่นนั้นเอง

ที่มา : ธัมมทินน์...จากธรรมะไทย

วันพฤหัสบดี, พฤศจิกายน 27, 2008

ต่างคน ต่างอยู่


เรามิใช่ผู้รับผิดชอบ ในความสุขของผู้อื่น
และเขาก็เอาความสุขมาให้เราไม่ได้

เราไม่สามารถช่วยผู้อื่น ให้พ้นจากปัญหาของเขาได้
และเขาก็ช่วยเราไม่ได้

เราไม่อาจเอาความรู้สึกของผู้อื่น มาเป็นความรู้สึกของเราได้

เราหาคำตอบให้เขาไม่ได้ เราไปเลือกแทนเขาไม่ได้
เราเลือกได้เฉพาะสำหรับตัวเราเอง

เราไม่สามารถเปลี่ยนแปลงผู้อื่นได้
เราเปลี่ยนได้แต่เฉพาะตัวเราเอง

หากเรามีปัญหา ในการยอมรับความประพฤติของผู้อื่น
เราอาจบอกเขาได้ว่า มีอะไรที่ทำให้เราไม่สบายใจ
ด้วยเหตุผลอะไร

และเราอยากให้เป็นไปอย่างไร
แต่การตัดสินใจขั้นสุดท้ายเป็นของเขา ไม่ใช่ของเรา

หากเราทำให้ผู้อื่นตกเป็นเชลยแห่งความต้องการของเรา
เราก็กลับกลายเป็นผู้ทำลายเขา

การดำเนินชีวิตของตนเองให้ครบบริบูรณ์
และการให้เสรีภาพแก่ผู้อื่น เพื่อให้เขาดำเนินชีวิตของเขาเองนั้น

นับว่าเป็นสิ่งที่ดีที่สุดแล้วที่
เราสามารถทำได้ในชั่วชีวิตของเรา

++++++++++++++++++++++++++
จาก การพบกับความสงบจากการยอมรับ
โดย ลิชา เอนเงลฮัรดต์
แปลโดย พระคุณเจ้า ยอร์ช ยอด พิมพิสาร


ขอบคุณบทความจากทำดีดอทเน็ต

ยิ่งเซ็ง ยิ่งซวย ...ขอบอก


ช่วงนี้เห็นรังสีความเบื่อหน่ายฉาบหน้า เห็นความเซ็งทะลักล้นผ่านแววตา ของผู้คนเยอะมาก จากการสนทนาได้บทสรุปว่า

ปัจจัยหนึ่งมากจากการเงินง่อนแง่น ซึ่งก็ต่อยอดมาจากการงานที่เงอะๆงะๆ ด้วยขาดทุนหมุนเวียน และทุกคนก็ฟันธงตรงกันว่า มันมาจากการเมือง "ฉันเบื่อการเมือง" ๆๆๆๆๆ จึงเป็นคำที่หลายคนระเบิด ระบายออกปากมากเหลือเกิน

ก็ได้แต่ต้องบอกพี่น้องว่า...ยิ่งเบื่อ ก็ยิ่งบ่น ยิ่งบ่น คนก็ยิ่งน่าเบื่อ ยิ่งเซ็ง ก็ยิ่งซวย ยิ่งซวย คนก็ยิ่งเซ็ง
ความเบื่อความเซ็งนั้นไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้น และจะไม่ซวยได้อย่างไร ในขณะใจเซ็งอยู่ สติ ปัญญา ไม่ทำงาน อารมณ์ชาด้าน และพร้อมจะหงุดหงิดงี่เง่าเอาได้ง่ายๆ คิดดูเองก็แล้วกันว่า คนผู้หนึ่ง หากพูดหรือกระทำ หรือสัมผัสสัมพันธ์กับใครอยู่ แต่ปราศจาก สติ ปัญญา มีอารมณ์เอาแน่ไม่ได้นำหน้า จะเรตติ้งตกขนาดไหน จะโง่เง่า งุ่นง่าน ไร้การประมาณความเหมาะสมขนาดไหน ...แล้วอย่างนี้จะไม่ซวยได้อย่างไร?

โดยจริง เซ็ง...นั้นไม่ได้มีสาเหตุมาจากการเมืองที่ยังไม่จบ หรือการงานอืดอาด การเงินอ่อยเอื่อย...ไม่ใช่ นั่นเป็นเพียงปัจจัย แต่มาจากจิต จิตที่ซังกะตาย ไม่อยากทำความเข้าใจกับเรื่องที่รับรู้ ที่เจออยู่ และซังกะตายนี้ ก็มาจาก ความถดถอยท้อแท้ หรือจิตหดกลับ จากเรื่องที่เจอ คือเพียงเจอ ก็ปฏิเสธ ไม่เอา ไม่เกี่ยว ไม่ยุ่ง ไม่ชอบๆๆ คนเราเมื่อจิตหดหรือถดถอยมากๆ ก็ซังกะตาย จากนั้นก็เซ็ง หากเซ็งมากๆก็ซึม และเศร้าโศกสืบต่อไป

รู้เถอะ...โศก เศร้า ซึม เซ็ง ซังกะตาย ถดถอยท้อแท้ เหล่านี้มีแต่จะเรียกร้องความซวยมาสู่ โดยราก มันมาจาก อรติสะสม สะสมความไม่ยินดีใส่จิตทีละนิดทีละน้อย ยามกระทบพบเจอเรื่องต่างๆ และอาการเช่นนี้หากปล่อยไว้นาน ไม่บ้าก็ฆ่าตัวตาย ซึ่งจากงานวิจัยสาเหตุการฆ่าตัวตายเมื่อสองปีก่อน ก็ยืนยันว่า โรคซึมเศร้า เป็นสาเหตุอันดับท๊อป ...
ยืนยันกับพี่น้องว่า ยาเม็ด ยาดื่ม ยาทาแก้ปัญหาซึมเศร้าไม่ได้...

พระพุทธองค์ตรัสสอนพวกเราชาวพุทธว่า ธรรมใดเกิดแต่เหตุ เราตถาคตสอนให้รู้เหตุและละเหตุแห่งธรรมนั้น
ดังนั้น...หากจะปลิดทิ้งความซึมเศร้า หรือบอกลาความเบื่อ ความเซ็ง ก็ต้องละอาการไม่ยินดี เมื่อกระทบพบเจอกับเรื่องต่างๆ ซึ่งตรงนี้ก็ไม่ใช่เรื่องยากเกินไป หากใจยอมรับ การรู้ตามจริง ยิ่งกว่าการหลงตามใจ หรือหมายให้ใดๆเป็นไปดั่งใจตน

มีหลายคนบ่นว่า

ทำไมคนไทยไม่สามัคคีๆ และก็พร่ำหาสามัคคีจากคนเหล่าอื่น เหมือนนางกวักเรียกหาลูกค้าตามตลาดสดปานนั้น เช่นนี้ยืนยันเลยว่า จะมีเรื่องให้เบื่อ เซ็ง ซึม เศร้า กับสถานการณ์สังคมไปอีกนาน เพราะมันเป็นความปรารถนาที่ผิดสัจจะ
โดยสัจจะ... แตกแยกในโลกเป็นเรื่องธรรมดา สามัคคีทั่วหล้า เป็นอุดมคติ

หากยอมรับความจริงนี้ จะไม่แปลกใจกับการแตกแยกเป็นมุมเหลือง มุมแดง จะเห็นว่าถูกแล้ว อย่างนี้แหละ...โลก

อีกอย่าง...ธรรมดาโลกมีสองฝั่ง คือ

อิฐารมณ์(เรื่องชวนอารมณ์ดี) กับ อนิฏฐารมณ์(เรื่องชวนอารมณ์เสีย) หรือมีรวย มีจน มีคนยกให้ มีคนขับไล่ มีคนสรรเสริญ มีคนส่อเสียด มีสุขสม มีทุกข์โศก เป็นโลกธรรม หรือธรรมคู่โลก ฉะนั้นหากเจอใครหรือแม้ตน จะรวย หรือจน จะมีคนยกไว้ให้ค่า หรือมีคนขับไล่ไม่ชอบใจ มีคนนินทาหมั่นไส้ มีคนสรรเสริญเอาใจ แม้สุข หรือทุกข์จะเกิดดับสลับกันไปในชีวิต ก็เป็นเรื่องธรรมดาที่โลกต้องมีอย่างนี้ ไม่เคยมีใครเปี่ยมสุขเต็มสิบ สุขเสมอต้นเสมอปลาย ... ไม่มี
การเข้าใจ ยอมรับ...ธรรมคู่โลกเหล่านี้ ทำให้จิตไม่ดิ้น ไม่ซังกะตาย ไม่ตีโพยโวยวาย ร้องให้เหมือนเด็กต๊องสูญเสียตุ๊กตา เมื่อเจอ อนิฏฐารมย์ และไม่เริงรื่นครึกครื้นเกินการณ์ เหมือนจิ๊กโก๋เห็นกลอง เมื่อเจอ อิฏฐารมย์
ยิ่งเข้าใจว่า ทั้งเรา ทั้งโลก ทุกเรื่อง ล้วนขึ้นตรงต่อกฏไตรลักษณ์ คือ ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา
สมใจ เสียใจ อันใดเกิดมาก็ไม่เที่ยง และทุกข์ก็เป็นเรื่องจริงแท้

แม้พระพุทธองค์ ก็ยืนยันว่า

ทุกข์เท่านั้นที่เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป นอกจากทุกข์แล้วไม่มีอะไร...ดังนั้นหากบอกว่าโลกนี้เป็นลานทุกข์ระทม ชีวิตที่จมอยู่กับโลก จะต้องเจอทุกข์...ก็ถูกแล้ว เพียงเข้าใจว่า ถูกแล้ว ธรรมดาเป็นอย่างนี้ เบื่อ เซ็งจะหายไปทันที และใดๆล้วนเป็นอนัตตา คือไม่เป็นตน แม้ตนก็ยังไม่ใช่ตน นอกจากใจหลงสำคัญมั่นหมายว่าตนเป็นไปต่างๆนาๆ ความรู้สึกว่า เราเป็นอัตตาจึงมีอยู่... ไตรลักษณ์เหล่านี้ หากผู้ใดเรียนรู้ด้วยสติ กระทั่งใจสัมผัสชัด เซ็งจะคลาย เบื่อจะหายเป็นปลิดทิ้ง

มีอยู่...บางคน เหนื่อยหน่ายในการงาน ในการหาเลี้ยงครอบครัว แล้วก็เซ็งๆๆๆ บอกพี่น้อง ในการงานการหาเลี้ยงชีวิต หากไม่ทำกิจด้วยจำนน ไม่ตระหนักว่าเป็นหน้าที่ แต่ด้วยเจตนาบำเพ็ญบารมี... เบื่อเซ็งไม่เกิด ด้วยรู้สึกว่าเราได้...ได้สะสมบุญสะสมบารมี

คนที่ทำกิจด้วยจำนน เป็นคนไม่หาญกล้า ไม่มีสติปัญญา เพียงกล้า และขยับ จะเห็นทางที่ไม่ต้องจำนน

คนที่ทำกิจด้วยตระหนักว่าเป็นหน้าที่ ส่วนหนึ่งของใจมักรอคอย เมื่อไรหนอฉันจะหมดหน้าที่ซะที อย่างนี้พลังไม่เต็มร้อย ฉันทะไม่เต็มที่ สุขไม่มี

คนที่ทำกิจด้วยเจตนาสะสมบารมี ...ทำไปใจก็เบา เมื่อได้ทรัพย์มาแม้ต้องให้ครอบครัว ก็เข้าใจใหม่ว่า นั่นคือการบำเพ็ญทานบารมี เมื่ออยู่ร่วมแล้วไม่ราบรื่น นั่นก็เป็นที่ตั้งของการบำเพ็ญขันติบารมี วิริยะบารมี เมตตาบารมี ปัญญาบารมี อาศัยครอบครัวนี่แหละเป็นที่สะสมบุญ เพียงรู้สึกว่าได้ทำบุญ เบื่อก็จะหาย เซ็งซังกะตาย ก็จะลาจาก เพราะสารสุขไล่ส่ง
บอกพี่น้อง...อารมณ์ไม่เบื่อหน่าย ซึมเซ็ง ร่างกายไม่เป็นมะเร็งได้ง่ายๆ ทำอารมณ์ให้สบาย ทำตัวให้ดี ไม่มีความรู้สึกเป็นลบเป็นร้าย...อยู่สุข อยู่สบาย...แน่นอน
ที่มา : Roidaoดอทคอม
จาก dhammathai

วันอังคาร, พฤศจิกายน 25, 2008

ทุก ๆ อย่าง อาจไม่ใช่ทุก ๆ สิ่ง


ของบางสิ่งบางอย่าง...
บางครั้งก็ดูว่าเล็กน้อย..ไม่สำคัญอะไร..
>>>…แต่ในจำนวนของบางสิ่งบางอย่าง...
>>>…ที่ดูว่า..เล็กน้อย..
>>>…อาจจะให้คุณค่าและมีความสำคัญ..
>>>…แก่ผู้ที่มองเห็นคุณค่า..อีกหลาย ๆ คน..

สิ่งของบางอย่าง..
อาจดูว่ามีคุณค่า..มีราคา..
>>>…แต่กับอีกคนหนึ่ง...
>>>…อาจหาค่ามิได้แต่อย่างใด..

เหมือนเวลาคนที่หิวกระหาย..
เขาต้องการน้ำ..ต้องการอาหาร..
แต่เราให้เสื้อผ้า..เพชรนิลจินดา..
>>>…ก็คงไม่มีค่าอะไร...
>>>…เพราะประโยชน์ที่จะเกิดในขณะนั้น ๆ...
>>>…มีคุณค่าที่แตกต่างกัน..

เขาต้องการอาหารหรือน้ำเพื่อระงับความโหยหิว..
แต่เรากลับให้สิ่งที่เขาใช้ประโยชน์อันใดไม่ได้เลยในขณะนั้น ๆ..
>>>…สิ่งของที่มีคุณค่ามากนั้น...
>>>…หาเกิดประโยชน์หรือช่วยระงับความโหยหิวของเขาผู้ต้องการไม่..

คนเราจึงไม่ควรมองกันที่สิ่งของวัตถุภายนอก..
เพราะแท้ที่จริงแล้ว..
>>>…ของบางอย่าง..อาจดูว่ายิ่งใหญ่..
>>>…แต่ไม่จำเป็นสำหรับอีกคนหนึ่ง...
>>>…ของบางสิ่งที่ดูว่า..เล็กน้อย..
>>>…แต่มากไปด้วยคุณค่าและประโยชน์..
>>>…ต่อผู้ที่ต้องการอย่างแท้จริง..

ดังนั้น..
>>>…ทุก ๆอย่าง ..อาจไม่ใช่ทุก ๆ สิ่ง..
>>>…ทุก ๆ สิ่ง..อาจจะเป็นได้ทุก ๆ อย่าง..
>>>…จะมากหรือน้อย..ไม่สำคัญ..

แต่สำคัญที่ว่า...
ของสิ่งนั้น..จะใช้ให้เกิดประโยชน์..เกิดคุณค่า..
>>>…ได้มากน้อยแค่ไหน..
>>>…ในเวลาที่จำเป็นที่ต้องการใช้ต่างหาก..


ข้อคิดดี ดี จากธรรมะไทย

วันจันทร์, พฤศจิกายน 24, 2008

หยุดคำพูดไว้..ที่การกระทำ..


มีท่านผู้รู้กล่าวไว้ว่า..
>>>…การพูด พูดง่าย...ทำยาก
>>>…ดูจะเป็นบทเรียนที่มีความสำคัญมาก..ในยุคปัจจุบัน..
>>>…ที่ไมต้องรอการพิสูจน์แต่อย่างใด..

บางครั้ง..
คนในโลกนี้..
มีการกระทำที่แตกต่างกันออกไป
>>>…บางคนชอบพูด...แต่ไม่ชอบลงมือทำ..
>>>…บางคนไม่ชอบพูด..แต่ชอบลงมือทำ..

บางคนพูดได้...ทำได้..ตามที่พูด...
บางคนไม่พูด...ไม่ทำ..ไม่สร้างประโยชน์อันใดเลย..
ปล่อยให้ชีวิตเป็นไปตามยถากรรม..

หลายคนเข้าใจว่า...
การกระทำสำคัญกว่าคำพูด..
เพราะเพียงแค่พูดอย่างเดียว..ก็อาจกระทำในสิ่งที่พูดไม่ได้..ก็มีเยอะ..

บางครั้งการนิ่งเงียบ..
โดยไม่ยอมปริปากพูด...ก็ดี..เป็นบางโอกาส..
บางครั้งที่ต้องการคำตอบ..แต่กลับไม่พูด..ไม่ตอบ..
กลับบอกว่า..ไม่มีเหตุผลที่จะตอบ..

บางคนก็มักเข้าใจผิดว่า...
>>>…อย่าพูดอะไรให้ป่วยการ เสียเวลาเปล่า...
>>>…อย่ากระนั้นเลย...เราลงมือทำเลยจะดีกว่า...

แบบอย่างที่ดี...เพียง ๑ อย่าง...
มีค่าและสำคัญกว่า...คำพูดตั้งร้อยคำ..พันคำ...

แต่แบบอย่างที่ไม่ดี...แม้เพียง ๑ อย่าง...
ก็ไม่มีคุณค่าอะไรเลย...ถ้าเปรียบเทียบเท่ากับคำแนะนำดี ๆ เพียงคำ..
ที่สามารถปรับเปลี่ยนความคิดและชีวิตให้ดีงาม...

ดังนั้น...
ไม่ว่าจะเป็นการพูด..หรือ..การกระทำ..
>>>…การเป็นแบบอย่างที่ดี..
>>>…จึงมีคุณค่า..งดงาม..ที่สุด..
>>>…>>>…ทั้งการพูดและการกระทำที่งดงามในชีวิต...

หยุดการพูดที่ไม่มีสาระ...ไม่มีประโยชน์...ที่โอ้อวดตนข่มท่าน
หยุดการกระทำที่ก่อให้เกิดโทษ..เกิดความเสียหาย..
มาสร้างสรรค์แบบอย่างที่ดี..เพียง ๑ อย่าง..ในชีวิต
ที่จะนำเอาคำพูดแนะนำที่งดงามมาลงมือปฏิบัติ...
>>>…เราก็จะได้ชื่อว่า...
>>>…สร้างสรรค์สังคมให้น่าอยู่ต่อไปได้...เป็นอย่างดี..

บทความดีดี จากธรรมะไทย

วันจันทร์, พฤศจิกายน 10, 2008

วิธีทำกระทง

พรุ่งนี้วันลอยกระทง ยังพอมีเวลาเหลือเฟือ สำหรับการทำกระทง ใครทำไม่เป็นลองทำตามแบบนี้ค่ะ ไม่ยากเกินไป
ขอให้สนุกในวันเทศกาล นะคะ



วิธีทำกระทง


วิธีทำกระทง
แบบที่ 1 (กลีบผกา)

วิธีทำ

1.ตัดใบตองขนาดความกว้าง 1.5 นิ้ว ยาว 6 นิ้ว โดยประมาณ

2.พับตามรูป จำนวน 3 กลีบ จากนั้นนำมาวางซ้อนให้ลดหลั่นกันไปตามภาพ ซึ่งจะนับเป็น 1 ตับ

3.นำไปติดโดยรอบที่ขอบของฐานกระทง ซึ่งเป็นต้นกล้วยตัดเป็นแว่น ความหนา 1.5 - 2 นิ้ว โดยประมาณ ทั้งนี้ปริมาณของกลีบกระทงที่ใช้จะมากหรือน้อยนั้นขึ้นอยู่กับขนาดของตัวฐาน

4.จากนั้นประดับด้วยดอกไม้ตามความชอบ และปักธูปเทียนลงไป เป็นอันเสร็จ

สามารถนำการพับใบตองรูปแบบนี้ไปใช้ร่วมกับการพับรูปแบบอื่นๆ ในผลงานชิ้นเดียวกันได้ตามความชอบ และความคิดดัดแปลง

ส่วนตอนที่จะนำไปลอยนั้น บางคนอาจจะตัดเล็บ และผมใส่ลงไปด้วย ตามความเชื่อว่าเป็นการขจัดสิ่งร้ายๆ ให้ออกไปจากตัวเรา หรือจะใส่เหรียญลงไปด้วย เพื่อนำมาซึ่งความมั่งคั่งตามความเชื่อก็ได้นะคะ



แบบที่ 2 (กลีบกุหลาบ)

วิธีทำ

1.ตัดใบตองขนาดความกว้าง 1.5 นิ้ว ยาว 6 นิ้ว โดยประมาณ

2.พับเป็นกลีบกุหลาบตามรูป จำนวน 3 กลีบ จากนั้นนำมาสวมเรียงกันให้มีระยะห่างพองามตามความชอบ ควรจัดให้ยอดของกลีบ และลอนของกลีบตรงเสมอเป็นแนวเดียว ซึ่งจะทำให้ผลงานออกมาดูสวยงามเป็นระเบียบเรียบร้อย

3.ใช้ด้ายสีเขียวใกล้เคียงกับใบตอง หรือสีดำมาเย็บติดกันด้วยด้นถอยหลังให้เป็นแนวตรงเสมอกันโดยตลอด

4.พับกลีบใบตองแล้วเย็บต่อเนื่องไปเรื่อยๆ จนกระทั่งสามารถหุ้มขอบของฐานกระทงได้โดยรอบ ตรึงกลับใบตองกับฐานของกระทงด้วยหมุด แล้วขลิบส่วนที่เลยพ้นฐานลงมาให้เรียบร้อยเสมอกับฐาน เมื่อทำเสร็จแล้วจะมีลักษณะคล้ายกับมงกุฏสวมศีรษะ

5.จากนั้นประดับด้วยดอกไม้ตามความชอบ และปักธูปเทียนลงไป เป็นอันเสร็จ

สามารถนำการพับใบตองรูปแบบนี้ไปใช้ร่วมกับการพับรูปแบบอื่นๆ ในผลงานชิ้นเดียวกันได้ตามความชอบ และความคิดดัดแปลง

ส่วนตอนที่จะนำไปลอยนั้น บางคนอาจจะตัดเล็บ และผมใส่ลงไปด้วย ตามความเชื่อว่าเป็นการขจัดสิ่งร้ายๆ ให้ออกไปจากตัวเรา หรือจะใส่เหรียญลงไปด้วย เพื่อนำมาซึ่งความมั่งคั่งตามความเชื่อก็ได้นะคะ

แบบที่ 3 (หัวขวาน)

วิธีทำ

1.ตัดใบตองขนาดความกว้าง 1.5 นิ้ว ยาว 6 นิ้ว โดยประมาณ

2.พับตามรูป จำนวน 3 กลีบ จากนั้นนำมาสวมเรียงกันให้มีระยะห่างพองามตามความชอบ เพื่อให้ผลงานออกมาดูสวยงามเป็นระเบียบเรียบร้อย ควรพับแต่ละกลีบให้ได้ขนาดเท่ากันทุกจุด

3.ใช้ด้ายสีเขียวใกล้เคียงกับใบตอง หรือสีดำมาเย็บติดกันด้วยด้นถอยหลังให้เป็นแนวตรงเสมอกันโดยตลอด

4.พับกลีบใบตองแล้วเย็บต่อเนื่องไปเรื่อยๆ จนกระทั่งสามารถหุ้มขอบของฐานกระทงได้โดยรอบ ตรึงกลับใบตองกับฐานของกระทงด้วยหมุด แล้วขลิบส่วนที่เลยพ้นฐานลงมาให้เรียบร้อยเสมอกับฐาน เมื่อทำเสร็จแล้วจะมีลักษณะคล้ายอ่างน้ำ

5.จากนั้นประดับด้วยดอกไม้ตามความชอบ และปักธูปเทียนลงไป เป็นอันเสร็จ

สามารถนำการพับใบตองรูปแบบนี้ไปใช้ร่วมกับการพับรูปแบบอื่นๆ ในผลงานชิ้นเดียวกันได้ตามความชอบ และความคิดดัดแปลง

ส่วนตอนที่จะนำไปลอยนั้น บางคนอาจจะตัดเล็บ และผมใส่ลงไปด้วย ตามความเชื่อว่าเป็นการขจัดสิ่งร้ายๆ ให้ออกไปจากตัวเรา หรือจะใส่เหรียญลงไปด้วย เพื่อนำมาซึ่งความมั่งคั่งตามความเชื่อก็ได้นะคะ

ขอขอบคุณ : ลอยกระทงดอทเน็ต

มีแบบพอ ๆ


ขึ้นชื่อว่า.. “ความพอ”..
ไม่มีในหัวใจของผู้ที่ไม่รู้จักคำว่า..(มี)..

คำว่า “มี”
จึงไม่มีความหมายสำหรับผู้ที่..(มี)..ไม่พอ..

เมื่อได้สิ่งใดมาแล้ว...
แทนที่จะ “พอ”
>>>…แต่กลับมีความรู้สึก “มันยังไม่มีพอ”
>>>…จึงต้องแสวงหาของใหม่ ๆ มาอีก..
เพื่อ..สนองความอยาก...เป็นทาสความอยากต่อไป..
อยากมี..อยากได้..อยากเป็น..ปรารถนาขึ้นไปเรื่อย ๆ..

พอมี..พออยู่..พอได้..พอเป็น..
ในสิ่งใดสิ่งหนึ่ง..
เมื่อได้สิ่งนั้นแล้ว..
ไม่เกินสิบวัน..ความรู้สึกที่ว่าชอบ..ว่าดี..
>>>…ก็จะกลับเป็นความรู้สึก.. “เฉย – เฉย”
>>>…ในสิ่งที่คิดว่า..ดีที่สุด..เยี่ยมที่สุด..ในขณะนั้น..
>>>…เพราะนี้เป็นธรรมชาติของความอยาก..

พอได้สมอยาก..
ความอยากจบลง..ก็อยากได้สิ่งใหม่ที่คิดว่าดีกว่า..ขึ้นมาใหม่อีก..
>>>…แต่ถ้าไม่ได้สมอยาก..
>>>…ก็จะพยายามแล้ว..พยายามอีก..เพื่อให้ได้มันมา..

แต่ถ้าเรารู้จักคำว่า..
>>>…พอมี...มีแบบพอ..
>>>…มีพอ...แบบพอมี..
นั่นคือ..พอใจในสิ่งที่มี...ยินดีในสิ่งที่ได้..
ไม่ว่าจะได้..หรือจะมี..หรือจะเป็น..
ก็ให้รู้เท่าทันตลอดเวลา..
แบบพอดี..พออยู่..และพอเพียง..

>>>…มี...แต่ไม่พอ...
>>>…ทำให้รวย...กลับกลายเป็นจนได้..
>>>…พอ...แต่ไม่มี..
>>>…ทำให้จน...กลับกลายเป็นรวยได้..
>>>…มีแต่พอ..พอแต่มี..
>>>…อย่างนี้เรียกว่า..รวยอย่างแท้จริง..ไม่มีคำว่าจน..


บทความโดย...ชายน้อย...

วันอาทิตย์, พฤศจิกายน 9, 2008

อธิษฐานแบบนี้



เวลาทำบุญให้อธิษฐานแบบนี้...จะดีแก่ตัว เรา



ขอบุญจาก............(ธรรมทาน,สังฆทาน,วิหารทาน )นี้
จงถึงแก่เจ้ากรรมนายเวรและผู้ปกปักรักษาดูแลช่วยเหลือข้าพเจ้า
และครอบครัวที่มาถึงตัวทุกภพทุกภูมิ
ขอบุญนี้จงเป็นปัจจัยให้ข้าพเจ้าเข้าถึงพระนิพพานในชาติปัจจุบั น
หากไม่ถึงเพียงใดขอให้คำว่าไม่มีไม่รู้ในสิ่งที่ดี
จงอย่าได้ปรากฎแก่ข้าพเจ้า
ขอให้เกิดในภพภูมิเขตประเทศที่มีพระพุทธศาสนาประดิษฐานอย่างมั่ นคง
และได้ศึกษาพระธรรมได้อย่างเข้าใจถ่องแท้ลึกซึ้งตลอด
จนกว่าจะเข้าพระนิพพานด้วยเทอญ
ขอท่านพระยมราชจงเป็นสักขีพยานในการบำเพ็ญ...บุญ.....
ของข้าพเจ้าในครั้งนี้ด้วยเทอญ