วันอังคาร, กุมภาพันธ์ 24, 2009
ทักทาย
วันเวลา รู้สึกว่ามันช่างรวดเร็วเหลือเกิน คุณ ๆ รู้สึกเหมือนดิฉันหรือเปล่า ทำไมเวลามันผ่านไปอย่างรวดเร็วแบบนี้
ย่างเข้าปี สองพันเก้า พุทธศักราช ห้าสอง เหมือนยังไม่ได้ทำอะไรมากเลย ก็จะสิ้นเดือนกุมภาพันธ์ซะแล้ว
สิ่งที่ดูว่า เป็นสิ่งที่เราควบคุมไม่ได้เลย ก็คือเรื่องเวลา นั่นเอง มีคำกล่าวว่าเวลาในโลกนี้ทุกคนมีเวลาเท่ากันแต่อยู่ที่ว่า
ใครจะใช้เวลาให้เป็นประโยชน์ นี่ล่ะ น่าคิด
หลายวันก่อนได้อ่านคำสอนของหลวงปู่ดู่ พรหมปัญโญ อ่านจบแล้ว ก็ขอยกมาเผยแพร่ค่ะดังนี้ค่ะ
ครั้งหนึ่งท่านได้ให้คติเตือนใจว่า
โลกเท่าแผ่นดิน ธรรมเท่าปลายเข็ม ท่านได้ให้ความหมายว่า เรื่องโลกมีแต่เรื่องยุ่งของคนอื่นทั้งนั้น ไม่มีที่สิ้นสุด
เราไปแก้ไขเขาไม่ได้ ส่วนเรื่องธรรมนั้นมีที่สุด มาจบที่ตัวเรา ให้มาไล่ดูตัวเอง แก้ไขที่ตัวเราเอง ตนของตนเตือนตนด้วยตัวเอง
ถ้าคิดสิ่งที่เป็นธรรมแล้ว ต้องกลับเข้ามาหาตัวเอง ถ้าเป็นโลกแล้วจะมีแต่ส่งออกไปข้างนอกตลอดเวลา
เพราะธรรมแท้ ๆ ย่อมเกิดจากในตัวของเรานี้ ทั้งนั้น
หลวงพ่อเคยสอนว่า
ความสำเร็จนั้นมิใช่อยู่ที่การสวดมนต์อ้อนวอน พระเจ้ามาประทานให้ หากแต่ต้องลงมือทำด้วยตนเอง
ถ้าตั้งใจทำตามแบบแล้วทุกอย่างต้องสำเร็จ ไม่ใช่จะสำเร็จพระพุทธเจ้าท่านวางแบบเอาไว้แล้ว
ครูบาอาจารย์ทุกองค์มีพระพุทธเจ้าเป็นที่สุด ก็ได้ทำตามแบบเป็นตัวอย่างให้เราดู อัฐท่านก็กลายเป็นพระธาตุกันหมด
เมื่อได้ไตร่ตรองพิจารณาให้รอบคอบแล้ว ขอให้ลงมือทำทันที ข้ารับรองว่าต้องสำเร็จ ส่วนจะช้าหรือเร็วนั้น
อยู่ที่ความเพียรของผู้ปฏิบัติ ขอให้ตั้งปัญหาถามตัวเองว่า สิ่งนั้น บัดนี้เราได้ลงมือทำแล้วหรือยัง
ผู้ใดประพฤติธรรมคือผู้ที่ไม่ประมาท นะคะ มีความสุขมาก ๆ ค่ะ
ย่างเข้าปี สองพันเก้า พุทธศักราช ห้าสอง เหมือนยังไม่ได้ทำอะไรมากเลย ก็จะสิ้นเดือนกุมภาพันธ์ซะแล้ว
สิ่งที่ดูว่า เป็นสิ่งที่เราควบคุมไม่ได้เลย ก็คือเรื่องเวลา นั่นเอง มีคำกล่าวว่าเวลาในโลกนี้ทุกคนมีเวลาเท่ากันแต่อยู่ที่ว่า
ใครจะใช้เวลาให้เป็นประโยชน์ นี่ล่ะ น่าคิด
หลายวันก่อนได้อ่านคำสอนของหลวงปู่ดู่ พรหมปัญโญ อ่านจบแล้ว ก็ขอยกมาเผยแพร่ค่ะดังนี้ค่ะ
ครั้งหนึ่งท่านได้ให้คติเตือนใจว่า
โลกเท่าแผ่นดิน ธรรมเท่าปลายเข็ม ท่านได้ให้ความหมายว่า เรื่องโลกมีแต่เรื่องยุ่งของคนอื่นทั้งนั้น ไม่มีที่สิ้นสุด
เราไปแก้ไขเขาไม่ได้ ส่วนเรื่องธรรมนั้นมีที่สุด มาจบที่ตัวเรา ให้มาไล่ดูตัวเอง แก้ไขที่ตัวเราเอง ตนของตนเตือนตนด้วยตัวเอง
ถ้าคิดสิ่งที่เป็นธรรมแล้ว ต้องกลับเข้ามาหาตัวเอง ถ้าเป็นโลกแล้วจะมีแต่ส่งออกไปข้างนอกตลอดเวลา
เพราะธรรมแท้ ๆ ย่อมเกิดจากในตัวของเรานี้ ทั้งนั้น
หลวงพ่อเคยสอนว่า
ความสำเร็จนั้นมิใช่อยู่ที่การสวดมนต์อ้อนวอน พระเจ้ามาประทานให้ หากแต่ต้องลงมือทำด้วยตนเอง
ถ้าตั้งใจทำตามแบบแล้วทุกอย่างต้องสำเร็จ ไม่ใช่จะสำเร็จพระพุทธเจ้าท่านวางแบบเอาไว้แล้ว
ครูบาอาจารย์ทุกองค์มีพระพุทธเจ้าเป็นที่สุด ก็ได้ทำตามแบบเป็นตัวอย่างให้เราดู อัฐท่านก็กลายเป็นพระธาตุกันหมด
เมื่อได้ไตร่ตรองพิจารณาให้รอบคอบแล้ว ขอให้ลงมือทำทันที ข้ารับรองว่าต้องสำเร็จ ส่วนจะช้าหรือเร็วนั้น
อยู่ที่ความเพียรของผู้ปฏิบัติ ขอให้ตั้งปัญหาถามตัวเองว่า สิ่งนั้น บัดนี้เราได้ลงมือทำแล้วหรือยัง
ผู้ใดประพฤติธรรมคือผู้ที่ไม่ประมาท นะคะ มีความสุขมาก ๆ ค่ะ
วันจันทร์, กุมภาพันธ์ 16, 2009
lovely
รักษาความรู้สึก ..รักษารักให้ยืนยาว(2)
หมอดูแม่นๆอาจทายถูกว่าคุณกับคนรักจะลงเอยดีหรือร้าย ก็เพราะกรรมเก่า
ของพวกคุณถูกฟ้องไว้หมดแล้วบนดวงดาว แต่หมอดูไม่มีทางบอกถูกว่าคุณ
จะเปลี่ยนร้ายให้กลายเป็นดีด้วยท่าไหน เพราะกรรมใหม่ของพวกคุณอยู่ที่
การตัดสินใจ ซึ่งยังไม่เคยเกิดขึ้นที่ไหนมาก่อนเลย
สาเหตุของการเลิกร้างกันจะว่าไปก็เป็นเรื่องตื้นๆแต่แก้ยากของมนุษย์
นั่นคือทำผิดแล้วไม่รับผิด อย่าว่าแต่จะพยายามแก้ไขจากผิดให้เป็นถูกเลย
อัตตาของคนเราจะบีบให้รู้สึกว่าตัวเองดีอยู่แล้ว ไม่ต้องเปลี่ยนแปลงอะไรอีกแล้ว
คนอื่นนั่นแหละต้องเปลี่ยนให้เหมือนกับที่เราคิด!
การฝึกนิสัยเปลี่ยนผิดให้เป็นถูกนั้น เริ่มง่ายๆจาก ‘ตัว’ ของคุณนี่แหละ
ถ้ารู้ว่าเหม็นก็หมั่นอาบน้ำให้บ่อยขึ้น ลงทุนซื้อยาสีฟันดีๆมาฆ่าแบคทีเรียในปาก
เพื่อยับยั้งกลิ่นซะ ผมเผ้าอย่าปล่อยรุงรังเป็นทาร์ซานเข้าเมือง ฯลฯ
นิสัยปล่อยตัวตามสบายนี่ถ้าอยู่คนเดียวในห้องเล็กๆตามลำพังก็เรื่องของคุณ
แต่เมื่ออยู่ร่วมบ้านกับคนอื่น มันคือการรบกวน มันคือความผิด มันคือ
ความไม่เห็นอกเห็นใจคนอื่น
มันคือความเห็นแก่ตัว!
กระโดดจากความผิดเล็กๆขึ้นไปหาความผิดใหญ่ๆกันเลย อย่างเช่นเรื่อง
ชู้สาวที่มักเป็นตัวการเรียกใบหย่าอันดับต้นๆนั้น ไม่ได้แค่ท้าทายความรู้สึกผิดชอบ
ชั่วดีอย่างเดียว แต่ยังเป็นบทพิสูจน์ด้วยว่าคุณมีความพยายามแก้ไขความผิดสักแค่ไหน
หากคุณหน้ามืดถลำเข้าห้องลับกับใครที่ไม่ใช่คู่ผัวตัวเมีย คุณได้ชื่อว่า
ผิดแล้วที่ ‘ตั้งใจ’ ละเมิดศีลข้อกาเมฯ แต่ยังแก้ไขได้ทัน ถ้ากลับลำเดินพรวดพราด
ออกจากห้องเสียก่อนจะมีการเข้าด้ายเข้าเข็ม
การแก้ไขข้อผิดพลาดของคุณ จะยังไม่ทำให้คุณทำผิดสำเร็จ แค่มัวหมอง
ไปบ้าง ศีลด่างพร้อยไปหน่อย แต่จุดใหญ่ใจความคือคุณพูดได้เต็มปากว่า
คุณยังไม่ได้ทำผิด คุณยังเป็นคนถูกอยู่
คุณยังไม่ทำศีลขาด!
แต่หากคุณหน้ามืดตามัวขนาดทุกกระบวนการดำเนินไปเองจนเสร็จสิ้น
ราวกับนักบินเข้าโหมดบินอัตโนมัติ ประทับตรา ‘ข้าคือชู้’ ไว้ในวิญญาณเรียบร้อย
แล้ว คุณก็ได้ชื่อว่าผิดศีลข้อกาเมฯ ทำศีลขาดทะลุอย่างสมบูรณ์
แต่คุณยังไม่ตาย ยังมีโอกาสกลับตัว ยังทันเปลี่ยนแปลงตนเองไม่ให้ตายเยี่ยงคนทุศีลได้!
การกลับตัวกลับใจไม่ได้เริ่มขึ้นบนเตียง แต่เริ่มขึ้นได้ที่นี่ เดี๋ยวนี้ ในใจคุณ!
แค่ตั้งใจเด็ดเดี่ยวว่าจะไม่เอาอีก เป็นตายอย่างไรไม่มีการทำอีก นั่นแหละ
ครับ รอดจากการเป็นคนทุศีลมาครึ่งหนึ่งแล้ว และเมื่อมีตัวยั่วมาล่อให้เข้าห้อง
แห่งความลับอันดำมืดอีกครั้ง หรือหลายๆครั้ง นั่นแหละคือโอกาสพิสูจน์ตัว
ว่าเลิกเป็นคนทุศีลเด็ดขาดแล้ว ขอเพียงคุณปฏิเสธ หรือปฏิญาณไว้ว่า
ยอมตายดีกว่าเสียสัตย์เสียศีล!
นะครับ! ถ้ามีมันจุกอก กดดันจนเลือดกำเดาออกตาย ก็ให้ตายไปเลย!
ตายเพื่อรักแท้หรือตายเพื่อรักษาศีล ก็ได้ชื่อว่าตายอย่างคนถูกคนดีทั้งสิ้น
นอกจากเรื่องชู้สาวที่ถือเป็นความผิดขั้นอาญาต่อรักแท้ ยังมีความผิด
อีกชนิดหนึ่ง ที่แม้ไม่ผิดขั้นอุกฉกรรจ์เยี่ยงการมีชู้ ก็ถือว่าฆ่ารักแท้ให้ตายแบบ
ผ่อนส่งได้
ความผิดชนิดนี้ เป็นผิดซ้อนผิด และจัดเป็นโรคชนิดหนึ่งของมนุษย์เรา
นั่นคือโรคยัดเยียดความผิดให้คนอื่น!
ความผิดหนึ่งๆนี่นะครับ ส่วนใหญ่แค่ยอมรับก็สิ้นเรื่องแล้ว ให้อภัยได้แล้ว
แต่เพราะคนเรามีโรคบ้าอัตตา มีทิฐิมานะอยากปกป้องตนเอง แทนที่ผิดแล้ว
จะยอมรับผิด ก็กลับไปยัดเยียดให้คนอื่นดูชั่ว แล้วตัวเองดูดีไปเสียหมด
คนเป็นโรคพรรค์นี้ถ้าเข้าขั้นเรื้อรัง ชนิดเอาตะปูตอกหน้าไม่เป็นรูแล้วล่ะก็
ไม่ทราบจะอภัยท่าไหนดีเลยครับ ในเมื่อเจ้าตัวยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตนผิด แล้วจะให้
ไปรับการอภัยจากใครได้
ขอให้ระลึกไว้ว่าเวลาเกิดกรณีใครผิดใครถูกขึ้นมา มีคุณคนเดียวที่รู้อยู่แก่ใจ
ว่าทำอะไรหรือไม่ทำอะไรลงไปบ้าง ตลอดจนตั้งใจหรือไม่ตั้งใจไว้แค่ไหน ฉะนั้น
มีแค่คุณเองที่พิพากษาได้เที่ยงธรรม คนอื่นได้แค่ปรักปรำตามที่เห็นหรือคาดเดาเอา
ถ้าคุณยืนยันจะไม่พิพากษาให้ตัวเองผิด ยืนกระต่ายขาเดียวจะยัดข้อหาให้
คนอื่น แม้รู้ทั้งรู้อยู่แก่ใจว่าตัวเองคือต้นเหตุ บ้านจะเริ่มเบี้ยวบิดผิดรูปไปทีละน้อย
จริงๆนะครับ พูดเหมือนหนังการ์ตูน แต่ลองสังเกตดูจะทราบว่าเป็นอย่างนั้นแหละ
หากคุณทำผิดแล้วไม่รับ ตัวเองทำบอกว่าคนอื่นทำ กล้าโกหก กล้ากลับดำให้เป็น
ขาว ข้าวของจะขวางหูขวางตาง่าย คนในบ้านจะเป็นเป้าให้เพ่งโทษง่าย ราวกับ
บ้านทั้งหลังไม่สมประกอบ ผิดสัดส่วน ผิดปกติไปหมด ไม่น่าพอใจไปหมด
โลกไม่ได้เบี้ยวบิด แต่จิตของคุณนั่นแหละบิดเบี้ยว!
นิสัยเอาดีเข้าตัว โยนชั่วให้คนอื่นนั้น เมื่อเป็นแล้วแก้ยากมาก นับวันจะทวีขึ้น
เรื่อยๆ มีวิธีเดียวคืออย่าเริ่มเป็นมันเลย อย่าให้มีก้าวแรกเป็นนับหนึ่งขึ้นมาได้ เพราะ
คุณอาจได้นับถึงสิบภายในเวลาอันสั้น และถึงตรงนั้นคุณจะลืมวิธีคิดอย่างมีเหตุผล
รูปความคิดจะวิกลวิการ ผิดจากเดิมจนไม่เหลือความน่ารักแล้ว
ทุกคนเริ่มจากความไม่รู้และการถูกกิเลสจูงจมูก ไม่มีใครเริ่มต้นชีวิตได้ด้วย
ความไม่ผิด ฉะนั้นให้มีความรักเป็นกำลังใจในการเปลี่ยนผิดเป็นถูกเสีย
แล้วคุณจะได้จำว่าความรักทำให้คุณเป็นคนดีขึ้น
ความรักเปลี่ยนแปลงชีวิตคุณได้!
ถึงเวลานั้นจะได้รู้ไงครับว่าความรักมีค่าขนาดไหน
สรุปคือปากที่แก้ตัวเก่ง อาจพาคุณรอดตัวครั้งแล้วครั้งเล่า แต่มือเท้าที่
ไม่ชอบแก้ไข จะพาชีวิตคู่ของคุณไปสู่หายนะอยู่ดี คนเราจะอยู่กันให้ยืดได้
ไม่ใช่ด้วยการพยายามทำทุกอย่างให้ถูกหมด ต้องได้รับคำชมไปหมด แต่เป็น
การรู้ตัวว่าผิดแล้วเร่งคิดแก้ไข ได้รับเสียงติแล้วย้อนดูตัวโดยพลัน!
รักมีคำเดียว แต่ความหมายของรักนั้น
มีได้มากเท่าวิธีเห็นแก่ตัวของแต่ละคน!
ความเห็นแก่ตัวและความเสียสละนั้น เมื่อสั่งสมสิ่งใดให้มากแล้ว จะฉายออก
มาทางตาได้นะครับ คิดดูว่าจริงไหม อำนาจนัยน์ตาของคนที่รักคุณจริง
อาจทำให้คุณสงบลงได้ทั้งที่กำลังวุ่นวายสิ้นดี แต่อำนาจนัยน์ตาของคนที่
เอาแต่เรียกร้องให้คุณรัก อาจทำให้คุณวุ่นวายสิ้นดีทั้งที่กำลังสงบอยู่แท้ๆ
ตั้งคำถามขั้นพื้นฐานง่ายๆดู ระหว่างความเห็นแก่ตัวกับความเสียสละ
อันไหนทำหน้าที่รักษาความรู้สึกได้ดีกว่ากัน?
ตอบน่ะตอบได้ แต่จะมีสักกี่คนที่เอา ‘คำตอบที่ถูกต้อง’ ไปใช้ประคบประหงม
รักแท้
มาดูนิยามความรักกันดีกว่า นิยามใดทำให้คุณรู้สึกว่าตรงกับตัว ก็โปรด
พิจารณาเถิดว่าควรรักษาไว้หรือได้เวลาเปลี่ยนแปลงนิยามเสียที
ต่อไปนี้คือความหมายของรักที่เต็มไปด้วยความเห็นแก่ตัว
ถ้าต่างฝ่ายต่างจ้องจะเอาเปรียบด้วยกันทั้งคู่ คู่รักนั้นย่อมกล่าวว่าความรักคือ
‘ผลประโยชน์’
ถ้ามีฝ่ายหนึ่งจ้องจะเอาเปรียบ แต่อีกฝ่ายพร้อมจะให้เปล่า คู่รักนั้นย่อมกล่าว
ว่าความรักคือ ‘ความไม่เสมอภาค’
ถ้าทั้งสองฝ่ายผลัดกันเอาเปรียบและผลัดกันให้เปล่า คู่รักนั้นย่อมกล่าวว่า
ความรักคือ ‘การใช้หนี้’
แล้วความหมายของรักที่เจืออยู่ด้วยความเสียสละคืออะไร?
ถ้าต่างฝ่ายต่างจ้องจะให้เปล่าด้วยกันทั้งคู่ คู่รักนั้นย่อมกล่าวว่าความรักคือ ‘ความเอื้ออาทร’
ต่างฝ่ายต่างเอื้ออาทรนั่นแหละ ความรู้สึกแบบรักแท้!
มนุษย์เราอยากมีคนรักไว้เป็นพวกเดียวกัน แต่ในความเป็นจริง คู่รักมัก
แบ่งข้างกันโดยไม่รู้ตัว และคนส่วนใหญ่ก็ไม่ทราบไปจนตาย ว่าสิ่งเดียวที่
จะทำลายการแบ่งข้างลงได้ ก็คือความพร้อมใจเสียสละ ไม่ใช่กะเกณฑ์
ให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีน้ำใจคิดให้อยู่ข้างเดียว
เรามีคนรักไว้รบกวนกันหรือเป็นกำลังหนุนแก่กันก็ได้ แน่นอนว่าถ้าคุณ
เลือกคนที่ใช่มาเป็นคู่ ก็ต้องดูดีแล้ว ว่ามีพื้นฐานของความพร้อมจะเสียสละ
เพื่อกันและกันไม่มากก็น้อย แต่ขอให้ทราบเถิดว่ายากที่จะมีความเท่าเทียม
ในการอยู่ร่วมกัน และเพียงอยู่ร่วมกันไม่นานนัก ความไม่เท่าเทียมก็มักเป็น
แรงกระตุ้นความเห็นแก่ตัวให้กำเริบได้โดยไม่มีใครทันสังเกต
เพื่อให้ความรักของคุณเป็นไปตามความหมายของการเอื้ออาทร คุณต้อง
ไม่ลืมกฎสำคัญ คือ เมื่อได้รับ อย่าลืมขอบคุณ เมื่อได้ให้ อย่าลืมอมยิ้ม
นอกจากนั้น พวกคุณต้องทำความเข้าใจเกี่ยวกับ ‘เวลาของครอบครัว’ ให้ดี
ครอบครัวเริ่มตั้งต้นขึ้นเมื่อชายหญิงมาอยู่ร่วมกัน ถ้ายังหาเวลาให้ครอบครัวได้
ไม่มากพอ ก็อย่าเพิ่งริมีครอบครัว เพราะครอบครัวต้องการเวลาจากสมาชิกทุกฝ่าย
เหมือนร่างกายต้องการลมหายใจ ขาดลมหายใจแล้วตายฉันใด ครอบครัวขาดเวลา
จากสมาชิกก็ต้องล่มสลายฉันนั้น
ถ้าชีวิตมาถึงความเป็นภาวะคู่จริง ชีวิตต้องให้ความรู้สึกที่แตกต่างจาก
ภาวะเดี่ยว ถ้าคุณยังรู้สึกเหมือนเป็นโสด ทำตัวตามสบาย ไม่ต้องแคร์ใคร
เวลาทั้งหมดอุทิศให้แก่ตัวเองแต่เพียงผู้เดียว ก็แปลว่าคุณยังมาไม่ถึงภาวะคู่
แถมใบสมรสของคุณยังอาจกำลังทำให้ใครบางคนเศร้า เหงา และทนทุกข์
อย่างมากมายเสียด้วย
การพูดแล้วไม่ทำตามที่พูด สัญญาไม่เป็นสัญญา นัดไม่เป็นนัด ถ้าหาก
ไม่มีเหตุผลภายนอกบีบ ก็เหลือเหตุผลภายในอันเดียว คือคุณเห็นแก่ตัวมาก!
ในทางกลับกัน เวลาของครอบครัวไม่ใช่ ‘เวลาทั้งหมด’ ที่คนในครอบครัว
จะถือสิทธิ์เอาแค่ไหนก็ได้ ต่างคนต่างต้องทำหน้าที่สร้างบ้านและรักษาบ้าน
ขณะเดียวกันต่างคนต่างก็ต้องการเวลาส่วนตัว เพื่อพักวางภาระจากภาวะคู่
บ้าง ได้สูดกลิ่นอิสรภาพคล้ายในภาวะเดี่ยวบ้าง
การได้เวลาในชีวิตของเขาหรือเธอไว้ทั้งหมด ไม่ได้ทำให้คุณมีคนรักหรอก
นะครับ แต่เป็นนักโทษต่างหาก!
ถ้าเป็นเช่นนั้น ก็เท่ากับว่าความรักช่วยให้คุณได้นักโทษมาคนหนึ่ง และ
ต้องทำให้คุณเป็นทุกข์กับฐานะผู้คุมนักโทษ ที่ระแวงอยู่ตลอดเวลาว่าวันหนึ่ง
นักโทษจะทนไม่ได้ และหาทางแหกคุกหนีไป
เคยสัมผัสใช่ไหม ตอนที่ใครได้ทำอย่างใจตัวเอง มีเวลาเป็นอิสระบ้าง
เขาเต็มไปด้วยความสุข ความยินดี และหายใจหายคอได้ด้วยความแน่ใจว่า
ตนไม่ใช่นักโทษ
ถ้าดีใจเวลาเห็นใครเป็นสุข คุณอาจไม่จำเป็นต้องรักเขาเสมอไป
แต่ถ้าอ้างว่าคุณรักใครแล้วไม่ยินดีกับความสุขของเขา แปลว่าคุณเห็นแก่ตัวและดีแต่พูดเท่านั้น
จำไว้ว่าการอยู่ใกล้นานเกินไป จะพลิกผันเป็นแรงผลักให้คนรักอยากออกห่าง
มากขึ้นทุกที ความหึงหวงและการบังคับหน่วงเหนี่ยวกักกัน อาจทำให้คุณพอใจ
ที่ได้เห็นกับตาว่าได้คนรักไว้ใกล้ตัวเกือบตลอด แต่คุณจะรู้ได้ด้วยใจ ว่าใจของเขา
หรือเธอไม่อยากอยู่ตรงนั้น หรือกระทั่งหนีหายไปที่อื่นนานแล้ว
รักแท้ไม่ใช่การอยู่ใกล้กันตลอดเวลา แต่คือการยอมรับกฎธรรมชาติระหว่าง
ชายหญิงที่มีทั้งแรงดูดและแรงผลัก
ห่างกันบ้างเพื่อให้คิดถึง และเติมแรงดึงดูดเข้ามาหากันใหม่ ดีกว่าเอาแต่
อยู่ใกล้แล้วสะสมแรงผลัก หรือเก็บกดกระทั่งระเบิดแตกกระจายออกจากกันเป็น
เสี่ยงๆอย่างถาวร
ใกล้ชิดกันบ้างเพื่อให้อบอุ่นกายอบอุ่นใจ และสร้างแรงผลักให้ออกไป
หาอิสระบ้าง ดีกว่าเอาแต่อยู่ห่างแล้วสะสมความโหยหา จนแปรเป็นการไปหา
คนอื่นแทนอย่างไม่มีวันได้กลับมาใกล้กันอีกเลย
รูปแบบความรักในชีวิตหลังแต่งงานนั้น จะไม่เป็นไปตามข้อตกลงหรือ
คำมั่นสัญญาใดๆก่อนแต่งงาน มนุษย์มีคำพูดในวันก่อนเอาไว้ลืม แต่มี
ความเห็นแก่ตัวเฉพาะหน้าไว้จำ ถ้าอยากรักษาความรู้สึกดีๆก่อนแต่งงานไว้
พวกคุณต้องให้ความร่วมมือด้วยกันทั้งสองฝ่าย ทำเหตุของผลที่อยากได้
อย่าอยากได้ในสิ่งที่เคยสัญญากันด้วยปากแบบลมๆแล้งๆ
ถามตัวเองสั้นๆนะครับ ระหว่างยอมเหนื่อยกับยอมเสียความรัก คุณเลือก
อันไหน คำตอบจะเป็นตัวชี้ชะตาความรักของพวกคุณ!
สรุปคือรักที่ตายได้คือรักแต่จะเอา ส่วนรักอมตะคือรักการสละความเห็นแก่ตัว
คุณคาดหวังได้ว่าจะอยู่กินกับคนรักเพียงสองคน แต่อย่าคาดหวังว่าจะไม่ต้อง
ข้องเกี่ยวใดๆเลยกับญาติพี่น้องของคนรัก
ทุกคนมีฐานของความรู้สึกในชีวิต ซึ่งดั้งเดิมจะอยู่กับผู้ให้กำเนิด ญาติผู้ใหญ่ ญาติพี่น้อง
ตลอดจนวงศ์วานว่านเครือ ความเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขเดียวกันทำให้
มนุษย์รู้สึกว่าตนมีที่มาที่ไป แน่ใจว่าไม่ได้ถูกคนแปลกหน้าเก็บมาเลี้ยง ตนเอง
ยังมีหน้ามีตาคล้ายคลึงกับใครอยู่ มีความผูกโยงทางกายใจกับใครอยู่
ความรักเป็นเรื่องของคนสองคน
แต่ก็เป็นธุระของญาติหลายๆคนด้วย
เมื่อจะมีคู่ชีวิต ฐานของความรู้สึกในชีวิตอาจแตกต่างไปบ้าง คล้าย
ขาข้างหนึ่งก้าวออกมาเหยียบยืนอยู่บนฐานใหม่ที่สร้างเอง แต่ขาอีกข้างของ
คนส่วนใหญ่ ยังคงต้องปักหลักอยู่บนฐานเดิมที่พ่อแม่ให้มาอยู่ดี จะเต็มเท้า
หรือแค่แตะไว้หน่อยเดียวก็ตาม
คนส่วนใหญ่เข้าใจว่าแค่แคร์ความรู้สึกของคนรักก็น่าจะพอแล้ว คนอื่นแม้
ไม่เอาใจใส่ให้มากก็ไม่น่าจะถือว่าบกพร่อง แต่ขอให้ลองเอาใจเขามาใส่ใจเรา
ถ้าพ่อแม่พี่น้องมาฟ้องว่าคนรักของคุณดูถูกพวกเขา ไม่ให้เกียรติพวกเขา คุณ
จะรู้สึกอย่างไร?
รักแท้ไม่ได้อยู่ข้างการกระทำลวกๆที่ขาดพิธีรีตอง รักแท้เป็นอะไรที่ต้อง
มีฐาน มีราก ไม่น้อยหน้าน้อยตา ไม่หลบๆซ่อนๆ จึงจะตั้งอยู่ได้อย่างมั่นคง ถ้า
คุณยังเห็นพิธีหมั้นและพิธีแต่งเป็นส่วนเกินของชีวิต ทำให้ชีวิตไม่ปราดเปรียว
ตามสมัยนิยม ก็ขอให้มองย้อนกลับมาที่ใจตัวเอง เอาใจของคุณเองเป็นที่ตั้งว่า
การอยู่ด้วยกันเฉยๆ เข้าฝ่ายไหนระหว่างความรู้สึกผิดกับความรู้สึกถูกต้อง
การทำความรู้จักกับญาติของคนรัก เท่ากับการยอมรับรากของความเป็น
คนรัก การแสดงความรังเกียจญาติของคนรัก ก็คือรังเกียจรากแห่งตัวตน
ของคนรักนั่นเอง มันอาจเจ็บได้เท่ากับหรือยิ่งกว่าแสดงความรังเกียจ
ตัวคนรักเองก็ได้
นอกจากญาติก็ยังมีเพื่อนและผู้คนในสังคมของคนรักรวมทั้งของคุณเอง
ทุกคนเป็นส่วนประกอบใหญ่บ้างเล็กบ้าง ขอให้จำไว้ว่าถ้าคนรักแคร์ใคร คุณ
ก็จงแคร์คนนั้นด้วย ไม่ว่าใจส่วนลึกจะชอบหรือชัง อย่างน้อยคุณต้องระลึก
ให้ดีว่าคนๆนั้นสำคัญกับความรู้สึกของคนรัก คุณปฏิบัติต่อคนๆนั้นอย่างไร
ก็เหมือนกระทำกับความรู้สึกของคนรักอย่างนั้น
การพูดถึงคนรักให้เพื่อนๆหรือญาติๆของคุณฟัง เป็นสิ่งควรระมัดระวัง
อย่าเอามันปากเข้าว่า เพราะสังคมมนุษย์เป็นสังคมกระจายข่าว พูดกระซิบข้างหู
บางคน ไม่ได้แตกต่างอะไรกับพูดใส่โทรโข่งให้คนฟังกันเป็นพัน ขอให้ถามตัวเอง
ว่าแต่ละคำที่คุณคุยให้คนอื่นฟัง ถ้าคนรักได้ยินกับหูจะเกิดอะไรขึ้น ไม่ว่า
จะพูดกับคนที่คุณรู้สึกไว้ใจขนาดไหน ขอให้นึกถึงความเป็นไปได้ว่านั่น
จะไปถึงหูคนรักได้เสมอ
แค่อย่านำไฟในออก อย่านำไฟนอกเข้ายังไม่พอ เสียงชมต้องดังกว่าเสียงติ
ด้วยนะครับ ติอย่างมีเหตุผลในห้องนอน แล้วชมอย่างสบายอารมณ์ในห้องรวมญาติ
แล้วคุณจะรักษาความรู้สึกดีๆที่มีต่อกันไว้ได้เสมอไป
สรุปคือเวลาคุยกับญาติของคนรัก ให้นึกถึงหน้าของคนรัก แล้วคุณ
จะไม่เผลอนึกว่ากำลังคุยกับคนแปลกหน้า
อย่างที่กล่าวแล้วแต่ต้น ความรักคือกิเลสทางเพศ กิเลสทางเพศก็คือ
กามราคะ และสิ่งเร้ากามราคะได้แก่ความน่าพอใจทางรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส
ตลอดจนความตรึกนึกถึงเพศสัมพันธ์กับใครสักคนที่คุณปิ๊ง
หากปราศจากแรงดึงดูดทางกาย หรือหากคนเราปราศจากกามราคะ
เนื้อหนังมังสาของมนุษย์ก็คงถูกเห็นว่าสักแต่เป็นธาตุ ไม่ต่างจากก้อนดิน ผืนน้ำ ไอแดด
และสายลม ที่เอามาผสมรวมกันชั่วคราว หาความน่าสนใจมิได้
กามราคะทำให้ร่างกายของมนุษย์เป็นวัตถุกาม และมีกระบวนวิธีเสพกาม
แบบที่เราเรียกกันสั้นๆทุกวันนี้ว่า ‘มีเซ็กซ์กัน’ เซ็กซ์ในหมู่มนุษย์แตกต่างจาก
เซ็กซ์ในสัตว์อย่างเห็นได้ชัด คือมนุษย์มีอารมณ์หวานและพิธีการนำมาก่อน
ส่วนสัตว์นั้นเป็นไปตามฤดู ไม่ต้องมีอารมณ์หวาน ไม่ต้องมากเรื่องมากพิธี
คลำดูมีหางเป็นใช้ได้
แรงดึงดูดเริ่มที่กาย แต่สุดท้ายสายใยอยู่ที่จิต
ธรรมชาติของเซ็กซ์เป็นเรื่องลึกซึ้งเกินกว่าจะพูดง่ายๆว่ามีเซ็กซ์คือ
การมีความสุข เพราะเซ็กซ์เป็นได้ทั้งตัวการทำให้รักกันหวานชื่น เป็นได้ทั้ง
ตัวการทำให้เกลียดกันเข้าไส้ หรือเป็นได้กระทั่งวิธีทำร้าย วิธีลงโทษ และ
วิธีสั่งสอนกัน
มันตั้งต้นกันที่ใจ ใจจะนำไปสู่การปฏิบัติทางกาย ที่ให้ความรู้สึกว่าเซ็กซ์
เป็นแค่ของต่ำ หรือเป็นสัมผัสแห่งรักอันจัดจ้านถึงใจ เป็นต้มยำรสสะเด็ดสะเด่า
หรือเป็นเนื้อเน่าชวนคลื่นเหียน
ว่ากันโดยความรู้สึกเลยนะครับ…
เซ็กซ์ที่ปราศจากความรักรองรับ คือเซ็กซ์จากสัญชาตญาณดิบ ให้ความรู้สึก
ต่ำ
เซ็กซ์ที่ปราศจากพิธีการนำหน้า คือเซ็กซ์ที่ก่อให้เกิดความรู้สึกผิด
นั่นเพราะโดยจิตสำนึกแล้ว สิ่งมีชีวิตระดับมนุษย์จะมีเซ็กซ์เพื่อแสดงว่า
ยอมรับกันและกันเป็นคู่ครอง ยอมเปิดเปลือกออกหมดแล้ว พร้อมจะร่วมทุกข์
ร่วมสุขโดยปราศจากเครื่องห่อหุ้มปิดซ่อนแล้ว มีเพียงคู่ครองเท่านั้นที่มีสิทธิ์ได้เห็น
และสัมผัสเนื้อแท้ของกันและกัน
การเปิดเปลือกออกโล่งโจ้งเร็วเกินไป หรือขาดพิธีการที่ให้เกียรติกัน ย่อม
นำมาซึ่งความรู้สึกไม่มีค่า ไม่มีความหมาย ไม่ต้องใช้ความพยายาม ซึ่งหมายความ
ว่าเมื่อพบตำหนิเพียงน้อยในสิ่งไร้ค่านั้น ใจคุณย่อมพร้อมจะผละจากหรือทิ้งขว้าง
อย่างไม่แยแส
ผมไม่ได้พูดแบบคนหัวโบราณนะครับ นี่ว่ากันตามเนื้อผ้าจริงๆ ถ้าคุณทำงาน
หาเงินเลี้ยงตัวได้ เนื้อตัวของคุณก็เป็นสิทธิ์ของคุณ แต่ถ้าไวไฟไปหน่อย ยังไม่ทัน
รู้จักมักจี่ ยังไม่ทันมีกิจกรรมเกื้อกูลให้เห็นน้ำใจสักกี่มากน้อย แล้วแลกเนื้อแลกหนัง
ให้ชื่นชมกันในที่ลับ เซ็กซ์จะอยู่ในความทรงจำของคุณในฐานะเครื่องชี้ว่า
คุณไม่มีความห้ามใจ
ยิ่งถ้าคุณยังมีผู้ปกครอง ต้องใช้เงินพ่อแม่ซื้อข้าวน้ำมาเลี้ยงเนื้อเลี้ยงตัว
แต่เอาเนื้อตัวไปใช้ในแบบที่ไม่รู้ว่าเจ้าของยินยอมหรือเปล่า คุณย่อมได้ชื่อว่า
ละเมิดสิทธิ์ของผู้อื่น กิจกรรมที่ร่วมกันละเมิดสิทธิ์ผู้อื่น ถือเป็นการร่วมกันทำผิด
ย่อมไม่อาจนับเป็นการทำอะไรดีๆร่วมกันได้
อย่างที่เคยกล่าวไว้ก่อนแล้ว ว่าธาตุความเป็นชายและธาตุความเป็นหญิง
คือสิ่งดึงดูดให้เข้าหากัน แต่เมื่อใกล้ชิดกันแล้วก็จะผลักออกจากกัน แรงดึงดูด
ของเซ็กซ์นั้น แท้จริงแล้วไม่ได้อยู่ที่รูปพรรณสัณฐานของอวัยวะเพศ แต่
อยู่ที่ความลับของสิ่งที่คุณไม่เคยเห็น ตลอดจนรสสัมผัสที่คุณไม่เคยลอง
ถ้าเห็นจนคุ้น ลิ้มรสจนชิน คุณจะไม่อยากเสียเวลามองซ้ำอีกเลยด้วยซ้ำ
การทำเรื่องผิดศีลธรรมจึงเข้ากันได้ดียิ่งกับเซ็กซ์ เพราะเซ็กซ์มักเร่งเร้า
ให้คุณอยากลองของใหม่ เจอรสชาติแปลกใหม่ที่เต็มไปด้วยแรงดึงดูด
ยังไม่ถึงเวลาส่งแรงผลักเหมือนคู่ขาหน้าเดิม
หากเซ็กซ์เป็นเหตุให้ทิ้งคนเก่ามาหาคนใหม่ คุณจะได้เห็นกับตาว่าเซ็กซ์
ทำให้คนเรามีปากมีเสียงกันได้อย่างไร เซ็กซ์จะปรากฏคล้ายความฝันอันโสมม
ที่คุณไม่อยากยอมรับว่ามันเคยเกิดขึ้นมาก่อน
คราวนี้มาดูในทางตรงข้ามนะครับ…
เซ็กซ์ที่ตามหลังความรักมา คือเซ็กซ์จากสำนึกที่สุกงอม ให้ความรู้สึก
เป็นเจ้าของสมใจ
เซ็กซ์ที่มีพิธีเป็นหน้าเป็นตาให้สังคมยอมรับ คือเซ็กซ์ที่มาพร้อมกับ
ความรู้สึกถูกต้อง
นั่นเพราะโดยธรรมชาติแล้ว มนุษย์เราต้องการความชอบธรรม ไม่ต้อง
ทำอะไรหลบๆซ่อนๆเหมือนคนผิดอยู่ตลอดเวลา แล้วก็ปรารถนาความสง่างาม ไม่เป็นที่ติฉินนินทา
ความพร้อมจะรับผิดชอบชีวิตคู่ ทำให้คุณรู้สึกเกี่ยวกับเซ็กซ์ไปอีกแบบ คือ
เห็นเซ็กซ์เป็นเพียงองค์ประกอบส่วนหนึ่ง ซึ่งหมายความว่า ถ้าผิดหวังจากเซ็กซ์
ก็จะไม่อยากทิ้งขว้างกันทันที
เซ็กซ์ที่มีฐานรองรับแน่นหนา ให้ความรู้สึกอุ่นใจว่าถึงแม้ขาดเซ็กซ์ไป ก็ยัง
มีอะไรเหลืออยู่อีกมาก ภาวะคู่จะยังไม่ขาดสะบั้นไปตามเซ็กซ์
ถามตัวเองง่ายๆว่ากับคู่ของคุณ เมื่ออารมณ์เพศหายไป แล้วอะไรที่มาแทน?
หากนึกออกเป็นบัญชีหางว่าว นั่นแปลว่าเซ็กซ์ของคุณมีฐานรองรับแน่นหนา
เหลือเกิน แต่หากนึกไม่ออกสักข้อเดียว ก็ขอแสดงความเสียใจด้วย ที่คุณคิดว่าใช่
มันใช่แค่เรื่องเซ็กซ์ชั่วคราว นอกนั้นไม่มีอะไรเลยที่ใช่จริง!
สรุปคือถ้ามีแต่แรงดึงดูดทางกาย รับรองว่าพวกคุณอยู่กันเดี๋ยวเดียวจบ แต่ถ้า
มีสายใยทางใจมาร้อยรัดกันและกันไว้ ก็อยู่กันไปได้เรื่อยๆครับ เพราะสายใยทางใจ
ไม่ใช่สิ่งเหม็นเน่าเหมือนกายมนุษย์ แล้วก็ไม่แน่นเหนียวน่าอึดอัดระคายเคือง
เหมือนเชือกมนิลา คุณอาจเปรียบสายใยทางใจ เทียบได้กับผืนแพรในจินตนาการ
ที่ให้สัมผัสแสนละไม น่าติดใจกับการตกอยู่ในพันธนาการอย่างไร้วันจบวันสิ้น
ที่กล่าวมาข้างต้นทั้งหมด เป็นเพียงสายใยแห่งความผูกพันที่ประกันว่า
พวกคุณจะอยู่กันยืด ไม่ทิ้งขว้างกันง่ายๆ แต่ถ้าจะเอาแบบเข้ากันได้อย่างสนิท
อยู่ด้วยแล้วสบายใจไปจนชั่วชีวิต กับทั้งประกันว่าต้องได้พบกันอีกในชาติหน้า
อันนี้ก็ต้องศึกษาส่วนที่เหลือของบทครับ
ที่มา หนังสือ รักแท้มีจริง
ผุ้เขียน ดังตฤณ
หมอดูแม่นๆอาจทายถูกว่าคุณกับคนรักจะลงเอยดีหรือร้าย ก็เพราะกรรมเก่า
ของพวกคุณถูกฟ้องไว้หมดแล้วบนดวงดาว แต่หมอดูไม่มีทางบอกถูกว่าคุณ
จะเปลี่ยนร้ายให้กลายเป็นดีด้วยท่าไหน เพราะกรรมใหม่ของพวกคุณอยู่ที่
การตัดสินใจ ซึ่งยังไม่เคยเกิดขึ้นที่ไหนมาก่อนเลย
สาเหตุของการเลิกร้างกันจะว่าไปก็เป็นเรื่องตื้นๆแต่แก้ยากของมนุษย์
นั่นคือทำผิดแล้วไม่รับผิด อย่าว่าแต่จะพยายามแก้ไขจากผิดให้เป็นถูกเลย
อัตตาของคนเราจะบีบให้รู้สึกว่าตัวเองดีอยู่แล้ว ไม่ต้องเปลี่ยนแปลงอะไรอีกแล้ว
คนอื่นนั่นแหละต้องเปลี่ยนให้เหมือนกับที่เราคิด!
การฝึกนิสัยเปลี่ยนผิดให้เป็นถูกนั้น เริ่มง่ายๆจาก ‘ตัว’ ของคุณนี่แหละ
ถ้ารู้ว่าเหม็นก็หมั่นอาบน้ำให้บ่อยขึ้น ลงทุนซื้อยาสีฟันดีๆมาฆ่าแบคทีเรียในปาก
เพื่อยับยั้งกลิ่นซะ ผมเผ้าอย่าปล่อยรุงรังเป็นทาร์ซานเข้าเมือง ฯลฯ
นิสัยปล่อยตัวตามสบายนี่ถ้าอยู่คนเดียวในห้องเล็กๆตามลำพังก็เรื่องของคุณ
แต่เมื่ออยู่ร่วมบ้านกับคนอื่น มันคือการรบกวน มันคือความผิด มันคือ
ความไม่เห็นอกเห็นใจคนอื่น
มันคือความเห็นแก่ตัว!
กระโดดจากความผิดเล็กๆขึ้นไปหาความผิดใหญ่ๆกันเลย อย่างเช่นเรื่อง
ชู้สาวที่มักเป็นตัวการเรียกใบหย่าอันดับต้นๆนั้น ไม่ได้แค่ท้าทายความรู้สึกผิดชอบ
ชั่วดีอย่างเดียว แต่ยังเป็นบทพิสูจน์ด้วยว่าคุณมีความพยายามแก้ไขความผิดสักแค่ไหน
หากคุณหน้ามืดถลำเข้าห้องลับกับใครที่ไม่ใช่คู่ผัวตัวเมีย คุณได้ชื่อว่า
ผิดแล้วที่ ‘ตั้งใจ’ ละเมิดศีลข้อกาเมฯ แต่ยังแก้ไขได้ทัน ถ้ากลับลำเดินพรวดพราด
ออกจากห้องเสียก่อนจะมีการเข้าด้ายเข้าเข็ม
การแก้ไขข้อผิดพลาดของคุณ จะยังไม่ทำให้คุณทำผิดสำเร็จ แค่มัวหมอง
ไปบ้าง ศีลด่างพร้อยไปหน่อย แต่จุดใหญ่ใจความคือคุณพูดได้เต็มปากว่า
คุณยังไม่ได้ทำผิด คุณยังเป็นคนถูกอยู่
คุณยังไม่ทำศีลขาด!
แต่หากคุณหน้ามืดตามัวขนาดทุกกระบวนการดำเนินไปเองจนเสร็จสิ้น
ราวกับนักบินเข้าโหมดบินอัตโนมัติ ประทับตรา ‘ข้าคือชู้’ ไว้ในวิญญาณเรียบร้อย
แล้ว คุณก็ได้ชื่อว่าผิดศีลข้อกาเมฯ ทำศีลขาดทะลุอย่างสมบูรณ์
แต่คุณยังไม่ตาย ยังมีโอกาสกลับตัว ยังทันเปลี่ยนแปลงตนเองไม่ให้ตายเยี่ยงคนทุศีลได้!
การกลับตัวกลับใจไม่ได้เริ่มขึ้นบนเตียง แต่เริ่มขึ้นได้ที่นี่ เดี๋ยวนี้ ในใจคุณ!
แค่ตั้งใจเด็ดเดี่ยวว่าจะไม่เอาอีก เป็นตายอย่างไรไม่มีการทำอีก นั่นแหละ
ครับ รอดจากการเป็นคนทุศีลมาครึ่งหนึ่งแล้ว และเมื่อมีตัวยั่วมาล่อให้เข้าห้อง
แห่งความลับอันดำมืดอีกครั้ง หรือหลายๆครั้ง นั่นแหละคือโอกาสพิสูจน์ตัว
ว่าเลิกเป็นคนทุศีลเด็ดขาดแล้ว ขอเพียงคุณปฏิเสธ หรือปฏิญาณไว้ว่า
ยอมตายดีกว่าเสียสัตย์เสียศีล!
นะครับ! ถ้ามีมันจุกอก กดดันจนเลือดกำเดาออกตาย ก็ให้ตายไปเลย!
ตายเพื่อรักแท้หรือตายเพื่อรักษาศีล ก็ได้ชื่อว่าตายอย่างคนถูกคนดีทั้งสิ้น
นอกจากเรื่องชู้สาวที่ถือเป็นความผิดขั้นอาญาต่อรักแท้ ยังมีความผิด
อีกชนิดหนึ่ง ที่แม้ไม่ผิดขั้นอุกฉกรรจ์เยี่ยงการมีชู้ ก็ถือว่าฆ่ารักแท้ให้ตายแบบ
ผ่อนส่งได้
ความผิดชนิดนี้ เป็นผิดซ้อนผิด และจัดเป็นโรคชนิดหนึ่งของมนุษย์เรา
นั่นคือโรคยัดเยียดความผิดให้คนอื่น!
ความผิดหนึ่งๆนี่นะครับ ส่วนใหญ่แค่ยอมรับก็สิ้นเรื่องแล้ว ให้อภัยได้แล้ว
แต่เพราะคนเรามีโรคบ้าอัตตา มีทิฐิมานะอยากปกป้องตนเอง แทนที่ผิดแล้ว
จะยอมรับผิด ก็กลับไปยัดเยียดให้คนอื่นดูชั่ว แล้วตัวเองดูดีไปเสียหมด
คนเป็นโรคพรรค์นี้ถ้าเข้าขั้นเรื้อรัง ชนิดเอาตะปูตอกหน้าไม่เป็นรูแล้วล่ะก็
ไม่ทราบจะอภัยท่าไหนดีเลยครับ ในเมื่อเจ้าตัวยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตนผิด แล้วจะให้
ไปรับการอภัยจากใครได้
ขอให้ระลึกไว้ว่าเวลาเกิดกรณีใครผิดใครถูกขึ้นมา มีคุณคนเดียวที่รู้อยู่แก่ใจ
ว่าทำอะไรหรือไม่ทำอะไรลงไปบ้าง ตลอดจนตั้งใจหรือไม่ตั้งใจไว้แค่ไหน ฉะนั้น
มีแค่คุณเองที่พิพากษาได้เที่ยงธรรม คนอื่นได้แค่ปรักปรำตามที่เห็นหรือคาดเดาเอา
ถ้าคุณยืนยันจะไม่พิพากษาให้ตัวเองผิด ยืนกระต่ายขาเดียวจะยัดข้อหาให้
คนอื่น แม้รู้ทั้งรู้อยู่แก่ใจว่าตัวเองคือต้นเหตุ บ้านจะเริ่มเบี้ยวบิดผิดรูปไปทีละน้อย
จริงๆนะครับ พูดเหมือนหนังการ์ตูน แต่ลองสังเกตดูจะทราบว่าเป็นอย่างนั้นแหละ
หากคุณทำผิดแล้วไม่รับ ตัวเองทำบอกว่าคนอื่นทำ กล้าโกหก กล้ากลับดำให้เป็น
ขาว ข้าวของจะขวางหูขวางตาง่าย คนในบ้านจะเป็นเป้าให้เพ่งโทษง่าย ราวกับ
บ้านทั้งหลังไม่สมประกอบ ผิดสัดส่วน ผิดปกติไปหมด ไม่น่าพอใจไปหมด
โลกไม่ได้เบี้ยวบิด แต่จิตของคุณนั่นแหละบิดเบี้ยว!
นิสัยเอาดีเข้าตัว โยนชั่วให้คนอื่นนั้น เมื่อเป็นแล้วแก้ยากมาก นับวันจะทวีขึ้น
เรื่อยๆ มีวิธีเดียวคืออย่าเริ่มเป็นมันเลย อย่าให้มีก้าวแรกเป็นนับหนึ่งขึ้นมาได้ เพราะ
คุณอาจได้นับถึงสิบภายในเวลาอันสั้น และถึงตรงนั้นคุณจะลืมวิธีคิดอย่างมีเหตุผล
รูปความคิดจะวิกลวิการ ผิดจากเดิมจนไม่เหลือความน่ารักแล้ว
ทุกคนเริ่มจากความไม่รู้และการถูกกิเลสจูงจมูก ไม่มีใครเริ่มต้นชีวิตได้ด้วย
ความไม่ผิด ฉะนั้นให้มีความรักเป็นกำลังใจในการเปลี่ยนผิดเป็นถูกเสีย
แล้วคุณจะได้จำว่าความรักทำให้คุณเป็นคนดีขึ้น
ความรักเปลี่ยนแปลงชีวิตคุณได้!
ถึงเวลานั้นจะได้รู้ไงครับว่าความรักมีค่าขนาดไหน
สรุปคือปากที่แก้ตัวเก่ง อาจพาคุณรอดตัวครั้งแล้วครั้งเล่า แต่มือเท้าที่
ไม่ชอบแก้ไข จะพาชีวิตคู่ของคุณไปสู่หายนะอยู่ดี คนเราจะอยู่กันให้ยืดได้
ไม่ใช่ด้วยการพยายามทำทุกอย่างให้ถูกหมด ต้องได้รับคำชมไปหมด แต่เป็น
การรู้ตัวว่าผิดแล้วเร่งคิดแก้ไข ได้รับเสียงติแล้วย้อนดูตัวโดยพลัน!
รักมีคำเดียว แต่ความหมายของรักนั้น
มีได้มากเท่าวิธีเห็นแก่ตัวของแต่ละคน!
ความเห็นแก่ตัวและความเสียสละนั้น เมื่อสั่งสมสิ่งใดให้มากแล้ว จะฉายออก
มาทางตาได้นะครับ คิดดูว่าจริงไหม อำนาจนัยน์ตาของคนที่รักคุณจริง
อาจทำให้คุณสงบลงได้ทั้งที่กำลังวุ่นวายสิ้นดี แต่อำนาจนัยน์ตาของคนที่
เอาแต่เรียกร้องให้คุณรัก อาจทำให้คุณวุ่นวายสิ้นดีทั้งที่กำลังสงบอยู่แท้ๆ
ตั้งคำถามขั้นพื้นฐานง่ายๆดู ระหว่างความเห็นแก่ตัวกับความเสียสละ
อันไหนทำหน้าที่รักษาความรู้สึกได้ดีกว่ากัน?
ตอบน่ะตอบได้ แต่จะมีสักกี่คนที่เอา ‘คำตอบที่ถูกต้อง’ ไปใช้ประคบประหงม
รักแท้
มาดูนิยามความรักกันดีกว่า นิยามใดทำให้คุณรู้สึกว่าตรงกับตัว ก็โปรด
พิจารณาเถิดว่าควรรักษาไว้หรือได้เวลาเปลี่ยนแปลงนิยามเสียที
ต่อไปนี้คือความหมายของรักที่เต็มไปด้วยความเห็นแก่ตัว
ถ้าต่างฝ่ายต่างจ้องจะเอาเปรียบด้วยกันทั้งคู่ คู่รักนั้นย่อมกล่าวว่าความรักคือ
‘ผลประโยชน์’
ถ้ามีฝ่ายหนึ่งจ้องจะเอาเปรียบ แต่อีกฝ่ายพร้อมจะให้เปล่า คู่รักนั้นย่อมกล่าว
ว่าความรักคือ ‘ความไม่เสมอภาค’
ถ้าทั้งสองฝ่ายผลัดกันเอาเปรียบและผลัดกันให้เปล่า คู่รักนั้นย่อมกล่าวว่า
ความรักคือ ‘การใช้หนี้’
แล้วความหมายของรักที่เจืออยู่ด้วยความเสียสละคืออะไร?
ถ้าต่างฝ่ายต่างจ้องจะให้เปล่าด้วยกันทั้งคู่ คู่รักนั้นย่อมกล่าวว่าความรักคือ ‘ความเอื้ออาทร’
ต่างฝ่ายต่างเอื้ออาทรนั่นแหละ ความรู้สึกแบบรักแท้!
มนุษย์เราอยากมีคนรักไว้เป็นพวกเดียวกัน แต่ในความเป็นจริง คู่รักมัก
แบ่งข้างกันโดยไม่รู้ตัว และคนส่วนใหญ่ก็ไม่ทราบไปจนตาย ว่าสิ่งเดียวที่
จะทำลายการแบ่งข้างลงได้ ก็คือความพร้อมใจเสียสละ ไม่ใช่กะเกณฑ์
ให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีน้ำใจคิดให้อยู่ข้างเดียว
เรามีคนรักไว้รบกวนกันหรือเป็นกำลังหนุนแก่กันก็ได้ แน่นอนว่าถ้าคุณ
เลือกคนที่ใช่มาเป็นคู่ ก็ต้องดูดีแล้ว ว่ามีพื้นฐานของความพร้อมจะเสียสละ
เพื่อกันและกันไม่มากก็น้อย แต่ขอให้ทราบเถิดว่ายากที่จะมีความเท่าเทียม
ในการอยู่ร่วมกัน และเพียงอยู่ร่วมกันไม่นานนัก ความไม่เท่าเทียมก็มักเป็น
แรงกระตุ้นความเห็นแก่ตัวให้กำเริบได้โดยไม่มีใครทันสังเกต
เพื่อให้ความรักของคุณเป็นไปตามความหมายของการเอื้ออาทร คุณต้อง
ไม่ลืมกฎสำคัญ คือ เมื่อได้รับ อย่าลืมขอบคุณ เมื่อได้ให้ อย่าลืมอมยิ้ม
นอกจากนั้น พวกคุณต้องทำความเข้าใจเกี่ยวกับ ‘เวลาของครอบครัว’ ให้ดี
ครอบครัวเริ่มตั้งต้นขึ้นเมื่อชายหญิงมาอยู่ร่วมกัน ถ้ายังหาเวลาให้ครอบครัวได้
ไม่มากพอ ก็อย่าเพิ่งริมีครอบครัว เพราะครอบครัวต้องการเวลาจากสมาชิกทุกฝ่าย
เหมือนร่างกายต้องการลมหายใจ ขาดลมหายใจแล้วตายฉันใด ครอบครัวขาดเวลา
จากสมาชิกก็ต้องล่มสลายฉันนั้น
ถ้าชีวิตมาถึงความเป็นภาวะคู่จริง ชีวิตต้องให้ความรู้สึกที่แตกต่างจาก
ภาวะเดี่ยว ถ้าคุณยังรู้สึกเหมือนเป็นโสด ทำตัวตามสบาย ไม่ต้องแคร์ใคร
เวลาทั้งหมดอุทิศให้แก่ตัวเองแต่เพียงผู้เดียว ก็แปลว่าคุณยังมาไม่ถึงภาวะคู่
แถมใบสมรสของคุณยังอาจกำลังทำให้ใครบางคนเศร้า เหงา และทนทุกข์
อย่างมากมายเสียด้วย
การพูดแล้วไม่ทำตามที่พูด สัญญาไม่เป็นสัญญา นัดไม่เป็นนัด ถ้าหาก
ไม่มีเหตุผลภายนอกบีบ ก็เหลือเหตุผลภายในอันเดียว คือคุณเห็นแก่ตัวมาก!
ในทางกลับกัน เวลาของครอบครัวไม่ใช่ ‘เวลาทั้งหมด’ ที่คนในครอบครัว
จะถือสิทธิ์เอาแค่ไหนก็ได้ ต่างคนต่างต้องทำหน้าที่สร้างบ้านและรักษาบ้าน
ขณะเดียวกันต่างคนต่างก็ต้องการเวลาส่วนตัว เพื่อพักวางภาระจากภาวะคู่
บ้าง ได้สูดกลิ่นอิสรภาพคล้ายในภาวะเดี่ยวบ้าง
การได้เวลาในชีวิตของเขาหรือเธอไว้ทั้งหมด ไม่ได้ทำให้คุณมีคนรักหรอก
นะครับ แต่เป็นนักโทษต่างหาก!
ถ้าเป็นเช่นนั้น ก็เท่ากับว่าความรักช่วยให้คุณได้นักโทษมาคนหนึ่ง และ
ต้องทำให้คุณเป็นทุกข์กับฐานะผู้คุมนักโทษ ที่ระแวงอยู่ตลอดเวลาว่าวันหนึ่ง
นักโทษจะทนไม่ได้ และหาทางแหกคุกหนีไป
เคยสัมผัสใช่ไหม ตอนที่ใครได้ทำอย่างใจตัวเอง มีเวลาเป็นอิสระบ้าง
เขาเต็มไปด้วยความสุข ความยินดี และหายใจหายคอได้ด้วยความแน่ใจว่า
ตนไม่ใช่นักโทษ
ถ้าดีใจเวลาเห็นใครเป็นสุข คุณอาจไม่จำเป็นต้องรักเขาเสมอไป
แต่ถ้าอ้างว่าคุณรักใครแล้วไม่ยินดีกับความสุขของเขา แปลว่าคุณเห็นแก่ตัวและดีแต่พูดเท่านั้น
จำไว้ว่าการอยู่ใกล้นานเกินไป จะพลิกผันเป็นแรงผลักให้คนรักอยากออกห่าง
มากขึ้นทุกที ความหึงหวงและการบังคับหน่วงเหนี่ยวกักกัน อาจทำให้คุณพอใจ
ที่ได้เห็นกับตาว่าได้คนรักไว้ใกล้ตัวเกือบตลอด แต่คุณจะรู้ได้ด้วยใจ ว่าใจของเขา
หรือเธอไม่อยากอยู่ตรงนั้น หรือกระทั่งหนีหายไปที่อื่นนานแล้ว
รักแท้ไม่ใช่การอยู่ใกล้กันตลอดเวลา แต่คือการยอมรับกฎธรรมชาติระหว่าง
ชายหญิงที่มีทั้งแรงดูดและแรงผลัก
ห่างกันบ้างเพื่อให้คิดถึง และเติมแรงดึงดูดเข้ามาหากันใหม่ ดีกว่าเอาแต่
อยู่ใกล้แล้วสะสมแรงผลัก หรือเก็บกดกระทั่งระเบิดแตกกระจายออกจากกันเป็น
เสี่ยงๆอย่างถาวร
ใกล้ชิดกันบ้างเพื่อให้อบอุ่นกายอบอุ่นใจ และสร้างแรงผลักให้ออกไป
หาอิสระบ้าง ดีกว่าเอาแต่อยู่ห่างแล้วสะสมความโหยหา จนแปรเป็นการไปหา
คนอื่นแทนอย่างไม่มีวันได้กลับมาใกล้กันอีกเลย
รูปแบบความรักในชีวิตหลังแต่งงานนั้น จะไม่เป็นไปตามข้อตกลงหรือ
คำมั่นสัญญาใดๆก่อนแต่งงาน มนุษย์มีคำพูดในวันก่อนเอาไว้ลืม แต่มี
ความเห็นแก่ตัวเฉพาะหน้าไว้จำ ถ้าอยากรักษาความรู้สึกดีๆก่อนแต่งงานไว้
พวกคุณต้องให้ความร่วมมือด้วยกันทั้งสองฝ่าย ทำเหตุของผลที่อยากได้
อย่าอยากได้ในสิ่งที่เคยสัญญากันด้วยปากแบบลมๆแล้งๆ
ถามตัวเองสั้นๆนะครับ ระหว่างยอมเหนื่อยกับยอมเสียความรัก คุณเลือก
อันไหน คำตอบจะเป็นตัวชี้ชะตาความรักของพวกคุณ!
สรุปคือรักที่ตายได้คือรักแต่จะเอา ส่วนรักอมตะคือรักการสละความเห็นแก่ตัว
คุณคาดหวังได้ว่าจะอยู่กินกับคนรักเพียงสองคน แต่อย่าคาดหวังว่าจะไม่ต้อง
ข้องเกี่ยวใดๆเลยกับญาติพี่น้องของคนรัก
ทุกคนมีฐานของความรู้สึกในชีวิต ซึ่งดั้งเดิมจะอยู่กับผู้ให้กำเนิด ญาติผู้ใหญ่ ญาติพี่น้อง
ตลอดจนวงศ์วานว่านเครือ ความเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขเดียวกันทำให้
มนุษย์รู้สึกว่าตนมีที่มาที่ไป แน่ใจว่าไม่ได้ถูกคนแปลกหน้าเก็บมาเลี้ยง ตนเอง
ยังมีหน้ามีตาคล้ายคลึงกับใครอยู่ มีความผูกโยงทางกายใจกับใครอยู่
ความรักเป็นเรื่องของคนสองคน
แต่ก็เป็นธุระของญาติหลายๆคนด้วย
เมื่อจะมีคู่ชีวิต ฐานของความรู้สึกในชีวิตอาจแตกต่างไปบ้าง คล้าย
ขาข้างหนึ่งก้าวออกมาเหยียบยืนอยู่บนฐานใหม่ที่สร้างเอง แต่ขาอีกข้างของ
คนส่วนใหญ่ ยังคงต้องปักหลักอยู่บนฐานเดิมที่พ่อแม่ให้มาอยู่ดี จะเต็มเท้า
หรือแค่แตะไว้หน่อยเดียวก็ตาม
คนส่วนใหญ่เข้าใจว่าแค่แคร์ความรู้สึกของคนรักก็น่าจะพอแล้ว คนอื่นแม้
ไม่เอาใจใส่ให้มากก็ไม่น่าจะถือว่าบกพร่อง แต่ขอให้ลองเอาใจเขามาใส่ใจเรา
ถ้าพ่อแม่พี่น้องมาฟ้องว่าคนรักของคุณดูถูกพวกเขา ไม่ให้เกียรติพวกเขา คุณ
จะรู้สึกอย่างไร?
รักแท้ไม่ได้อยู่ข้างการกระทำลวกๆที่ขาดพิธีรีตอง รักแท้เป็นอะไรที่ต้อง
มีฐาน มีราก ไม่น้อยหน้าน้อยตา ไม่หลบๆซ่อนๆ จึงจะตั้งอยู่ได้อย่างมั่นคง ถ้า
คุณยังเห็นพิธีหมั้นและพิธีแต่งเป็นส่วนเกินของชีวิต ทำให้ชีวิตไม่ปราดเปรียว
ตามสมัยนิยม ก็ขอให้มองย้อนกลับมาที่ใจตัวเอง เอาใจของคุณเองเป็นที่ตั้งว่า
การอยู่ด้วยกันเฉยๆ เข้าฝ่ายไหนระหว่างความรู้สึกผิดกับความรู้สึกถูกต้อง
การทำความรู้จักกับญาติของคนรัก เท่ากับการยอมรับรากของความเป็น
คนรัก การแสดงความรังเกียจญาติของคนรัก ก็คือรังเกียจรากแห่งตัวตน
ของคนรักนั่นเอง มันอาจเจ็บได้เท่ากับหรือยิ่งกว่าแสดงความรังเกียจ
ตัวคนรักเองก็ได้
นอกจากญาติก็ยังมีเพื่อนและผู้คนในสังคมของคนรักรวมทั้งของคุณเอง
ทุกคนเป็นส่วนประกอบใหญ่บ้างเล็กบ้าง ขอให้จำไว้ว่าถ้าคนรักแคร์ใคร คุณ
ก็จงแคร์คนนั้นด้วย ไม่ว่าใจส่วนลึกจะชอบหรือชัง อย่างน้อยคุณต้องระลึก
ให้ดีว่าคนๆนั้นสำคัญกับความรู้สึกของคนรัก คุณปฏิบัติต่อคนๆนั้นอย่างไร
ก็เหมือนกระทำกับความรู้สึกของคนรักอย่างนั้น
การพูดถึงคนรักให้เพื่อนๆหรือญาติๆของคุณฟัง เป็นสิ่งควรระมัดระวัง
อย่าเอามันปากเข้าว่า เพราะสังคมมนุษย์เป็นสังคมกระจายข่าว พูดกระซิบข้างหู
บางคน ไม่ได้แตกต่างอะไรกับพูดใส่โทรโข่งให้คนฟังกันเป็นพัน ขอให้ถามตัวเอง
ว่าแต่ละคำที่คุณคุยให้คนอื่นฟัง ถ้าคนรักได้ยินกับหูจะเกิดอะไรขึ้น ไม่ว่า
จะพูดกับคนที่คุณรู้สึกไว้ใจขนาดไหน ขอให้นึกถึงความเป็นไปได้ว่านั่น
จะไปถึงหูคนรักได้เสมอ
แค่อย่านำไฟในออก อย่านำไฟนอกเข้ายังไม่พอ เสียงชมต้องดังกว่าเสียงติ
ด้วยนะครับ ติอย่างมีเหตุผลในห้องนอน แล้วชมอย่างสบายอารมณ์ในห้องรวมญาติ
แล้วคุณจะรักษาความรู้สึกดีๆที่มีต่อกันไว้ได้เสมอไป
สรุปคือเวลาคุยกับญาติของคนรัก ให้นึกถึงหน้าของคนรัก แล้วคุณ
จะไม่เผลอนึกว่ากำลังคุยกับคนแปลกหน้า
อย่างที่กล่าวแล้วแต่ต้น ความรักคือกิเลสทางเพศ กิเลสทางเพศก็คือ
กามราคะ และสิ่งเร้ากามราคะได้แก่ความน่าพอใจทางรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส
ตลอดจนความตรึกนึกถึงเพศสัมพันธ์กับใครสักคนที่คุณปิ๊ง
หากปราศจากแรงดึงดูดทางกาย หรือหากคนเราปราศจากกามราคะ
เนื้อหนังมังสาของมนุษย์ก็คงถูกเห็นว่าสักแต่เป็นธาตุ ไม่ต่างจากก้อนดิน ผืนน้ำ ไอแดด
และสายลม ที่เอามาผสมรวมกันชั่วคราว หาความน่าสนใจมิได้
กามราคะทำให้ร่างกายของมนุษย์เป็นวัตถุกาม และมีกระบวนวิธีเสพกาม
แบบที่เราเรียกกันสั้นๆทุกวันนี้ว่า ‘มีเซ็กซ์กัน’ เซ็กซ์ในหมู่มนุษย์แตกต่างจาก
เซ็กซ์ในสัตว์อย่างเห็นได้ชัด คือมนุษย์มีอารมณ์หวานและพิธีการนำมาก่อน
ส่วนสัตว์นั้นเป็นไปตามฤดู ไม่ต้องมีอารมณ์หวาน ไม่ต้องมากเรื่องมากพิธี
คลำดูมีหางเป็นใช้ได้
แรงดึงดูดเริ่มที่กาย แต่สุดท้ายสายใยอยู่ที่จิต
ธรรมชาติของเซ็กซ์เป็นเรื่องลึกซึ้งเกินกว่าจะพูดง่ายๆว่ามีเซ็กซ์คือ
การมีความสุข เพราะเซ็กซ์เป็นได้ทั้งตัวการทำให้รักกันหวานชื่น เป็นได้ทั้ง
ตัวการทำให้เกลียดกันเข้าไส้ หรือเป็นได้กระทั่งวิธีทำร้าย วิธีลงโทษ และ
วิธีสั่งสอนกัน
มันตั้งต้นกันที่ใจ ใจจะนำไปสู่การปฏิบัติทางกาย ที่ให้ความรู้สึกว่าเซ็กซ์
เป็นแค่ของต่ำ หรือเป็นสัมผัสแห่งรักอันจัดจ้านถึงใจ เป็นต้มยำรสสะเด็ดสะเด่า
หรือเป็นเนื้อเน่าชวนคลื่นเหียน
ว่ากันโดยความรู้สึกเลยนะครับ…
เซ็กซ์ที่ปราศจากความรักรองรับ คือเซ็กซ์จากสัญชาตญาณดิบ ให้ความรู้สึก
ต่ำ
เซ็กซ์ที่ปราศจากพิธีการนำหน้า คือเซ็กซ์ที่ก่อให้เกิดความรู้สึกผิด
นั่นเพราะโดยจิตสำนึกแล้ว สิ่งมีชีวิตระดับมนุษย์จะมีเซ็กซ์เพื่อแสดงว่า
ยอมรับกันและกันเป็นคู่ครอง ยอมเปิดเปลือกออกหมดแล้ว พร้อมจะร่วมทุกข์
ร่วมสุขโดยปราศจากเครื่องห่อหุ้มปิดซ่อนแล้ว มีเพียงคู่ครองเท่านั้นที่มีสิทธิ์ได้เห็น
และสัมผัสเนื้อแท้ของกันและกัน
การเปิดเปลือกออกโล่งโจ้งเร็วเกินไป หรือขาดพิธีการที่ให้เกียรติกัน ย่อม
นำมาซึ่งความรู้สึกไม่มีค่า ไม่มีความหมาย ไม่ต้องใช้ความพยายาม ซึ่งหมายความ
ว่าเมื่อพบตำหนิเพียงน้อยในสิ่งไร้ค่านั้น ใจคุณย่อมพร้อมจะผละจากหรือทิ้งขว้าง
อย่างไม่แยแส
ผมไม่ได้พูดแบบคนหัวโบราณนะครับ นี่ว่ากันตามเนื้อผ้าจริงๆ ถ้าคุณทำงาน
หาเงินเลี้ยงตัวได้ เนื้อตัวของคุณก็เป็นสิทธิ์ของคุณ แต่ถ้าไวไฟไปหน่อย ยังไม่ทัน
รู้จักมักจี่ ยังไม่ทันมีกิจกรรมเกื้อกูลให้เห็นน้ำใจสักกี่มากน้อย แล้วแลกเนื้อแลกหนัง
ให้ชื่นชมกันในที่ลับ เซ็กซ์จะอยู่ในความทรงจำของคุณในฐานะเครื่องชี้ว่า
คุณไม่มีความห้ามใจ
ยิ่งถ้าคุณยังมีผู้ปกครอง ต้องใช้เงินพ่อแม่ซื้อข้าวน้ำมาเลี้ยงเนื้อเลี้ยงตัว
แต่เอาเนื้อตัวไปใช้ในแบบที่ไม่รู้ว่าเจ้าของยินยอมหรือเปล่า คุณย่อมได้ชื่อว่า
ละเมิดสิทธิ์ของผู้อื่น กิจกรรมที่ร่วมกันละเมิดสิทธิ์ผู้อื่น ถือเป็นการร่วมกันทำผิด
ย่อมไม่อาจนับเป็นการทำอะไรดีๆร่วมกันได้
อย่างที่เคยกล่าวไว้ก่อนแล้ว ว่าธาตุความเป็นชายและธาตุความเป็นหญิง
คือสิ่งดึงดูดให้เข้าหากัน แต่เมื่อใกล้ชิดกันแล้วก็จะผลักออกจากกัน แรงดึงดูด
ของเซ็กซ์นั้น แท้จริงแล้วไม่ได้อยู่ที่รูปพรรณสัณฐานของอวัยวะเพศ แต่
อยู่ที่ความลับของสิ่งที่คุณไม่เคยเห็น ตลอดจนรสสัมผัสที่คุณไม่เคยลอง
ถ้าเห็นจนคุ้น ลิ้มรสจนชิน คุณจะไม่อยากเสียเวลามองซ้ำอีกเลยด้วยซ้ำ
การทำเรื่องผิดศีลธรรมจึงเข้ากันได้ดียิ่งกับเซ็กซ์ เพราะเซ็กซ์มักเร่งเร้า
ให้คุณอยากลองของใหม่ เจอรสชาติแปลกใหม่ที่เต็มไปด้วยแรงดึงดูด
ยังไม่ถึงเวลาส่งแรงผลักเหมือนคู่ขาหน้าเดิม
หากเซ็กซ์เป็นเหตุให้ทิ้งคนเก่ามาหาคนใหม่ คุณจะได้เห็นกับตาว่าเซ็กซ์
ทำให้คนเรามีปากมีเสียงกันได้อย่างไร เซ็กซ์จะปรากฏคล้ายความฝันอันโสมม
ที่คุณไม่อยากยอมรับว่ามันเคยเกิดขึ้นมาก่อน
คราวนี้มาดูในทางตรงข้ามนะครับ…
เซ็กซ์ที่ตามหลังความรักมา คือเซ็กซ์จากสำนึกที่สุกงอม ให้ความรู้สึก
เป็นเจ้าของสมใจ
เซ็กซ์ที่มีพิธีเป็นหน้าเป็นตาให้สังคมยอมรับ คือเซ็กซ์ที่มาพร้อมกับ
ความรู้สึกถูกต้อง
นั่นเพราะโดยธรรมชาติแล้ว มนุษย์เราต้องการความชอบธรรม ไม่ต้อง
ทำอะไรหลบๆซ่อนๆเหมือนคนผิดอยู่ตลอดเวลา แล้วก็ปรารถนาความสง่างาม ไม่เป็นที่ติฉินนินทา
ความพร้อมจะรับผิดชอบชีวิตคู่ ทำให้คุณรู้สึกเกี่ยวกับเซ็กซ์ไปอีกแบบ คือ
เห็นเซ็กซ์เป็นเพียงองค์ประกอบส่วนหนึ่ง ซึ่งหมายความว่า ถ้าผิดหวังจากเซ็กซ์
ก็จะไม่อยากทิ้งขว้างกันทันที
เซ็กซ์ที่มีฐานรองรับแน่นหนา ให้ความรู้สึกอุ่นใจว่าถึงแม้ขาดเซ็กซ์ไป ก็ยัง
มีอะไรเหลืออยู่อีกมาก ภาวะคู่จะยังไม่ขาดสะบั้นไปตามเซ็กซ์
ถามตัวเองง่ายๆว่ากับคู่ของคุณ เมื่ออารมณ์เพศหายไป แล้วอะไรที่มาแทน?
หากนึกออกเป็นบัญชีหางว่าว นั่นแปลว่าเซ็กซ์ของคุณมีฐานรองรับแน่นหนา
เหลือเกิน แต่หากนึกไม่ออกสักข้อเดียว ก็ขอแสดงความเสียใจด้วย ที่คุณคิดว่าใช่
มันใช่แค่เรื่องเซ็กซ์ชั่วคราว นอกนั้นไม่มีอะไรเลยที่ใช่จริง!
สรุปคือถ้ามีแต่แรงดึงดูดทางกาย รับรองว่าพวกคุณอยู่กันเดี๋ยวเดียวจบ แต่ถ้า
มีสายใยทางใจมาร้อยรัดกันและกันไว้ ก็อยู่กันไปได้เรื่อยๆครับ เพราะสายใยทางใจ
ไม่ใช่สิ่งเหม็นเน่าเหมือนกายมนุษย์ แล้วก็ไม่แน่นเหนียวน่าอึดอัดระคายเคือง
เหมือนเชือกมนิลา คุณอาจเปรียบสายใยทางใจ เทียบได้กับผืนแพรในจินตนาการ
ที่ให้สัมผัสแสนละไม น่าติดใจกับการตกอยู่ในพันธนาการอย่างไร้วันจบวันสิ้น
ที่กล่าวมาข้างต้นทั้งหมด เป็นเพียงสายใยแห่งความผูกพันที่ประกันว่า
พวกคุณจะอยู่กันยืด ไม่ทิ้งขว้างกันง่ายๆ แต่ถ้าจะเอาแบบเข้ากันได้อย่างสนิท
อยู่ด้วยแล้วสบายใจไปจนชั่วชีวิต กับทั้งประกันว่าต้องได้พบกันอีกในชาติหน้า
อันนี้ก็ต้องศึกษาส่วนที่เหลือของบทครับ
ที่มา หนังสือ รักแท้มีจริง
ผุ้เขียน ดังตฤณ
วันพฤหัสบดี, กุมภาพันธ์ 12, 2009
วันแห่งความรัก
วันเสาร์, กุมภาพันธ์ 7, 2009
กลวิธี 14
14 วิธีฝึกให้เป็นคนแข็งแกร่ง(ทนวิกฤตชีวิต)
...
ชีวิตคนส่วน ใหญ่คงจะหนีช่วงเวลาแห่งภาวะวิกฤต หรือความยากลำบากไม่ได้ ยกเว้นท่านที่มีบุญมากหรือเกิดมาบนถนนที่โรยด้วยกลีบกุหลาบ... ประเภทชีวิตราบรื่นราวกับกระทะเคลือบเทฟลอน หรืออะไรทำนองนั้น
อาจารย์ แพทย์แห่งเว็บไซต์สถาบันเมโยคลินิก สหรัฐฯ ตีพิมพ์คำแนะนำในการฝึกกาย-ใจให้แข็งแกร่ง (ทนทานวิกฤต = resilience) ผู้เขียนขอนำมาเล่าสู่กันฟัง และปรับเปลี่ยนบางส่วนแบบ "ไทยหลายคำ-อังกฤษไม่กี่คำ" เพื่อให้พวกเราได้ศัพท์ภาษาอังกฤษไปด้วย
...
(1). Use humor or laughter = ฝึกให้มีอารมณ์ขันหรือหัวเราะ (humor = อารมณ์ขัน; laugher = เครื่องช่วยให้หัวเราะ เช่น หนังสือตลก ฯลฯ)
* อารมณ์ ขันหรือการหัวเราะมีส่วนช่วยให้คนเราทนทานต่อสถานการณ์ได้ดีขึ้น วิธีง่ายๆ คือ หาหนังสือขำขันหรือหนังประเภทนี้มาดูเป็นครั้งคราว หรือจะฝึกหัวเราะให้เป็น
...
(2). ฝึกร้องเพลงหรือสวดมนต์
* ฝึกร้องเพลง เช่น หา VCD, DVD คาราโอเกะ ฯลฯ มาไว้ประจำบ้าน ร้องเพลงตามโอกาส หรือหาหนังสือสวดมนต์มาสวดเป็นประจำทุกวัน
* การสวดมนต์ก่อนนอนเป็นประจำมีส่วนช่วยให้การนอนหลับดีขึ้น ช่วยบริหารทางเดินหายใจ และช่วยเสริมสร้างสมาธิ
...
(3). ฝึกมองโลกในแง่ดี
* ฝึก มองโลกในแง่ดี โดยพยายามชมคนรอบข้างให้ได้อย่างน้อยวันละ 1 ครั้ง... ให้ชมออกมาเป็นคำพูด อย่าชมในใจ เมื่อชำนาญแล้วให้เพิ่มการชมคนอื่นเป็นวันละ 3 ครั้งหลังอาหารหรือมากกว่านั้น
...
(4). Get connected = สร้างความสัมพันธ์ (เครือข่าย)
* เลือก คบญาติสนิทมิตรสหาย เน้นคนที่มองโลกในแง่ดี หนีคนที่มองโลกในแง่ร้าย และสร้างความสัมพันธ์ เช่น ไปมาหาสู่หรือโทรศัพท์ติดต่อทุกๆ สัปดาห์ หาของขวัญ ขนม หรือของฝากไปให้บ้าง ฯลฯ เพื่อสร้างความสัมพันธ์ให้แนบแน่น
* การมีเครือข่ายจะช่วยให้เรามีคนร่วมทุกข์ในยามยาก ช่วยผ่อนหนักให้กลายเป็นเบาได้
...
(5). Learn from your experiences = เรียนรู้จากประสบการณ์
* คน เราควรจะ "เรียนรู้" บทเรียนจากประสบการณ์ชีวิตให้ได้... ไม่ว่าจะดีหรือร้าย ชนะหรือพ่ายแพ้ และนำมาทบทวนดูว่า เวลาเกิดเหตุการณ์ร้ายๆ เราปรับตัวอย่างไร
* เลือกใช้การปรับตัวที่ดี เช่น นอนให้พอ ปรึกษาหารือกับญาติสนิทมิตรสหาย กินอาหารครบทุกหมู่พอประมาณ ออกกำลัง ฯลฯ
* หลีกเลี่ยงการปรับตัวร้ายๆ เช่น สูบบุหรี่ ดื่มเหล้า หนีงาน หนีเรียน ฯลฯ
...
(6). Remain hopeful and optimistic = รักษาความหวังและการมองโลกในแง่ดีไว้ (hopeful = มีความหวัง; optimistic = เป็นคนมองโลกในแง่ดี)
* ของ ในโลกนี้ไม่มีอะไรจีรังยั่งยืน... เดี๋ยวร้ายเดี๋ยวดี ทว่า... การรักษาความหวังและการมองโลกในแง่ดีไว้มักจะช่วยให้คนเราทนทานมากขึ้น
* วิธี หนึ่งที่จะช่วยให้คนเราทนทานต่อชีวิตได้ คือ การฝึกเป็นอาสาสมัครไปช่วยเหลือคนที่ลำบากกว่าเราตามโอกาส หรืออาสาสมัครทำอะไรดีๆ เช่น ปลูกป่าชายเลน ฯลฯ ซึ่งจะช่วยให้จิตใจของเราแข็งแกร่ง และเห็น "ธรรมดาของโลก" ได้ดีขึ้น
...
(7). Take care of yourself = ใส่ใจตัวเราเอง (take care of = ใส่ใจ เอาใจใส่)
* ไม่ ว่าสถานการณ์จะดีหรือร้าย... เราควรใส่ใจสุขภาพของเราเสมอ โดยเฉพาะการออกแรง-ออกกำลังเป็นประจำ กินอาหารสุขภาพพอประมาณ (ไม่มากหรือน้อยเกิน) นอนให้พอ
* พระรูป หนึ่งท่านสอนว่า "เหงื่อออกมาก-น้ำตาออกน้อย เหงื่อออกน้อย-น้ำตาออกมาก" นั่นคือ ถ้าขยันขันแข็งแล้ววันหลังจะได้ไม่เสียใจ และถ้าออกกำลังให้เหงื่อออกเป็นประจำแล้ว จะไม่ซึมเศร้า ท้อแท้อะไรง่าย
...
(8). Accept and anticipate change = ยอมรับและคาดการณ์ไปข้างหน้า (anticipate = คาดการณ์ พยากรณ์; change = ความเปลี่ยนแปลง)
* หมั่นติดตามข้อมูลข่าวสาร และเรียนรู้เรื่องใหม่อยู่เสมอ... เวลามีเหตุการณ์อะไรจะได้คาดการณ์ และเตรียมการได้ล่วงหน้า
...
* ตัวอย่าง เช่น ถ้าติดตามข่าวสารอยู่เสมอจะพบว่า เศรษฐกิจทั่วโลก (ปัญหาปากท้อง การค้าขาย) ตอนนี้กำลังตกต่ำ และจะตกต่ำแบบนี้ไปประมาณ 1-6 ปี รู้แล้วก็ไม่ต้องไปกังวลมาก เพราะช่วงนี้โลกยังไม่แตก และวงจรการค้าโลกก็เป็นเช่นนี้คือ มีขึ้นมีลงเป็นธรรมดา
* สิ่งที่สำคัญมากคือ อย่ามีหนี้ที่ไม่จำเป็น เก็บเงินออมไว้บ้าง
...
(9). Work toward goals = ไปให้ถึงเป้าหมาย (goal = เป้าหมาย)
* ความ สำเร็จใหญ่ๆ มักจะมาจากความสำเร็จเล็กๆ หลายๆ ครั้ง และคั่นด้วยความล้มเหลวหลายๆ ครั้งในระหว่างเสมอ... คนที่ยืนหยัดได้นานจึงจะไปถึงเป้าหมายได้
...
* ถ้า เราเป็นนักเรียนนักศึกษา... หน้าที่ของเราคือ ศึกษาเล่าเรียนเป็นหลัก กิจกรรมอื่นๆ และการสังสันทน์กับเพื่อนฝูงเป็นเรื่องรอง ควรคิดถึงความยากลำบากของพ่อแม่ ผู้ปกครองบ่อยๆ ตั้งอกตั้งใจศึกษาเล่าเรียน เพื่อไปให้ถึงอนาคตที่ดีขึ้นทีละน้อยๆ
...
(10). Take action = ลงมือทำ (action = การกระทำ)
* การ คิดการณ์โน่นนี้ หรือวางแผนสารพัดจะไม่เกิดผล... ถ้าไม่เริ่มต้นลงมือทำ เพราะฉะนั้นอะไรที่ควรทำก็ขอให้ลงมือทำวันนี้ ทำทีละน้อย ค่อยๆ ทำ และทำให้ต่อเนื่องดีกว่าการคิดโดยไม่ลงมือทำ
...
(11). Learn new things about yourself = เรียนรู้เรื่องใหม่ให้สอดคล้องกับตัวเรา
* คนเราควรจะเก่งมากๆ ใน "เรื่องหลัก" เช่น วิชาชีพ ฯลฯ ให้ได้สักเรื่อง และเก่ง "เรื่องรอง" หรือเรื่องชีวิตให้ได้หลายๆ เรื่อง
...
* ตัวอย่าง เช่น การทำกับข้าวให้เป็นจะช่วยให้เราประหยัดไปได้ตลอดชีวิต การเรียนภาษาอังกฤษหรือภาษาที่ 3 เช่น ภาษาจีน ฯลฯ การสร้างนิสัยรักการอ่าน การค้นคว้าหาความรู้... จะช่วยให้เราเข้าใจโลกได้กว้างขวางกว่าเดิมมาก
* สมัย ก่อนโค้ชกีฬาได้รับความนิยมสูงมาก... ยุคนี้โค้ชทางด้านการออกกำลัง และโค้ชด้านอาหารหรือนักโภชนาการได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากองค์ความรู้แบบนี้นำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้อย่างกว้างขวาง การหาความรู้ด้านสุขภาพเสริมเข้าไปจะทำให้ชีวิตเราแข็งแกร่ง และปลอดภัยขึ้นมากทีเดียว
...
(11). Think better of yourself = คิดถึงตัวเราในแง่ที่ "ดีขึ้น"
* บันทึกการทำดีของเราไว้เงียบๆ และทบทวนการทำดีของเราเป็นระยะๆ เพื่อเสริมการมอง "ตัวเรา" ในแง่ดี
* ให้ รางวัลตัวเองเมื่อทำอะไรดีๆ ได้ตามแผนที่วางไว้ เช่น ถ้าต้องการลดน้ำหนัก 5 กิโลกรัม... อาจให้รางวัลตัวเองเมื่อลดได้ทุกๆ ครึ่งกิโลกรัม ฯลฯ
...
(12). Maintain perspective = รักษาทัศนคติ (อย่ามองตัวเราในแง่ร้าย)
* เรา ก็คือเรา... ฝรั่งมีคำกล่าวว่า 'Be good. Be you.' แปลว่า "ขอให้เป็นคนดี และขอให้เป็นอย่างที่เราเป็น" ไม่จำเป็นต้องเปรียบเทียบตัวเรากับคนอื่น ซึ่งอาจจะทำให้อะไรๆ แย่ลง
...
* อาจารย์ จิตแพทย์ท่านหนึ่งเล่าว่า คนไข้ของท่านรายหนึ่งเป็นเศรษฐียี่สิบล้าน (มีเงิน 20 ล้านบาท) บ่นอยากตาย ท้อแท้ เพราะสู้เพื่อนที่มี 200 ล้านไม่ได้... นี่เป็นผลจากการเปรียบเทียบตัวเรากับคนอื่น
* เรา จะมีอะไรมากน้อยเท่าไรก็เป็นเรื่องของเรา ขอให้เรามีความสุขพอประมาณ และ "รู้สึกพอ" บ้าง นั่นก็ดีมากแล้ว เพราะโลกของเราไม่มีใครยากจนไปมากกว่า "คนที่ไม่รู้จักพอ"
...
(13). Live with it, not for it. = อยู่กับมัน ไม่ใช่เพื่อมัน
* ชีวิต คนเราอาจจะมีชะตากรรมหลายๆ อย่างที่ไม่ค่อยดีเกิดกับเรา เช่น โรคภัยไข้เจ็บ ความพิการ ความไม่สมหวัง หรืออะไรๆ ที่ "ไม่ได้ดังใจ" ฯลฯ
...
* ฝรั่ง มีคำกล่าวหนึ่งคือ 'Live for it, not for it' คือ เรื่องบางเรื่องก็ต้องใช้ยา "ทำใจ" และ "อยู่ร่วมกับมัน (ชะตากรรม)" ให้ได้ เช่น ถ้าเราเป็นเบาหวานก็อาศัยการควบคุมอาหาร กินยา ฉีดยา หรือดูแลรักษาอะไรไปตามเรื่อง ทำในส่วนที่เราทำได้ให้ดี... ที่เหลือก็ต้อง "ทำใจ" ให้ได้กันละ ฯลฯ
* ญี่ปุ่น ก็มีคำกล่าวเหมือนกันคือ ให้ทำส่วนของเราให้ดี ที่เหลือเป็นเรื่อง 'karma' (กรรมหรือผลของกรรม) ที่เราต้องยอมรับให้ได้ด้วยการ "ทำใจ"
...
(14). Choose second best = ดีที่สอง ดีรองลองไป (ไม่ใช่สิ่งที่ดีที่สุดหรือ best)
* ชีวิต คนที่มีแต่เรื่องที่ดีที่สุด (best) เช่น สอบได้ที่ 1 ทุกชั้น รวยมาตั้งแต่เด็ก ลงทุนอะไรกำไรหมด ใช้รถเบนซ์ ฯลฯ คงจะมีไม่กี่คน (เป็นพวก "ชนกลุ่มน้อย" บนหอคอยงาช้าง)
...
* ชีวิต ของคนส่วนใหญ่มักจะไม่ค่อยได้อะไรที่ดีที่สุด แต่จะได้ "อะไรที่ดีรองลงไป (second best)"... ถ้าเราพลาดหวังจากอะไร ไม่ว่าจะกี่ครั้ง... นั่นก็เป็นเรื่องของคนส่วนใหญ่
* ไม่ ใช่เราคนเดียวที่เกิดมาแล้วพบกับความผิดหวัง... คนอื่นก็พบกับความผิดหวังหลายๆ ครั้งเช่นกัน ยาของเรื่องนี้ก็เป็นยา "ทำใจ" เช่นกัน ทำใจแล้วจะอยู่กับอะไรๆ ที่ดีรองลงไปได้ เช่น ถ้าจะใช้คอมพิวเตอร์ก็ไม่ต้องใช้รุ่นสุดยอด ราคาเป็นแสนๆ ใช้ที่ดีรองลงไป ราคาเป็นหมื่นๆ ให้ได้ แล้วชีวิตจะ "เบาไปแยะเลย"
...
ถึงตรงนี้... ขอให้พวกเรามีสุขภาพดีไปนานๆ ครับ
...
ภาษาอังกฤษสบายๆ สไตล์เรา
หัวข้อตันฉบับวันนี้คือ "Resilience: Build skills to endure hardship" แปลว่า "ความแข็งแกร่ง (ความอดทนต่อภาวะวิกฤต): (วิธี) สร้างความชำนาญในการต้านทาน (ทนทานต่อ) ความยากลำบาก"
*
'skill' > [ ส(s) - กิ้ล ]
*
'skill' > noun = ฝีมือ ความชำนาญ ทักษะ ความเชี่ยวชาญ
* ตัวอย่าง > That footballer shows great skill.
* แปลว่า > นักฟุตบอลคนนั้นแสดง (โชว์) ทักษะที่ยิ่งใหญ่ (เก่งกาจ)
ขอ ให้ย้ำเสียงหนัก (accent) ตรงเสียงตัวอักษรหนา (ขีดเส้นใต้) เสียงอื่นๆ พูดให้เบาลง ส่วนตัวเสียงที่ใช้อักษรเอียงให้พูดเบาๆ คล้ายเสียงกระซิบ
พยายามอย่าพูดภาษาอังกฤษโดยไม่ย้ำเสียง (ไม่มี accent) เพราะฝรั่งฟังแล้วไม่ค่อยเข้าใจ
...
ข้อมูล ที่มา
*
Thank mayoclinic.com > Resilience: Build skills to endure hardship > [ Click ] > July 1, 2008.
* นพ.วัลลภ พรเรืองวงศ์ โรงพยาบาลห้างฉัตร ลำปาง
...
ชีวิตคนส่วน ใหญ่คงจะหนีช่วงเวลาแห่งภาวะวิกฤต หรือความยากลำบากไม่ได้ ยกเว้นท่านที่มีบุญมากหรือเกิดมาบนถนนที่โรยด้วยกลีบกุหลาบ... ประเภทชีวิตราบรื่นราวกับกระทะเคลือบเทฟลอน หรืออะไรทำนองนั้น
อาจารย์ แพทย์แห่งเว็บไซต์สถาบันเมโยคลินิก สหรัฐฯ ตีพิมพ์คำแนะนำในการฝึกกาย-ใจให้แข็งแกร่ง (ทนทานวิกฤต = resilience) ผู้เขียนขอนำมาเล่าสู่กันฟัง และปรับเปลี่ยนบางส่วนแบบ "ไทยหลายคำ-อังกฤษไม่กี่คำ" เพื่อให้พวกเราได้ศัพท์ภาษาอังกฤษไปด้วย
...
(1). Use humor or laughter = ฝึกให้มีอารมณ์ขันหรือหัวเราะ (humor = อารมณ์ขัน; laugher = เครื่องช่วยให้หัวเราะ เช่น หนังสือตลก ฯลฯ)
* อารมณ์ ขันหรือการหัวเราะมีส่วนช่วยให้คนเราทนทานต่อสถานการณ์ได้ดีขึ้น วิธีง่ายๆ คือ หาหนังสือขำขันหรือหนังประเภทนี้มาดูเป็นครั้งคราว หรือจะฝึกหัวเราะให้เป็น
...
(2). ฝึกร้องเพลงหรือสวดมนต์
* ฝึกร้องเพลง เช่น หา VCD, DVD คาราโอเกะ ฯลฯ มาไว้ประจำบ้าน ร้องเพลงตามโอกาส หรือหาหนังสือสวดมนต์มาสวดเป็นประจำทุกวัน
* การสวดมนต์ก่อนนอนเป็นประจำมีส่วนช่วยให้การนอนหลับดีขึ้น ช่วยบริหารทางเดินหายใจ และช่วยเสริมสร้างสมาธิ
...
(3). ฝึกมองโลกในแง่ดี
* ฝึก มองโลกในแง่ดี โดยพยายามชมคนรอบข้างให้ได้อย่างน้อยวันละ 1 ครั้ง... ให้ชมออกมาเป็นคำพูด อย่าชมในใจ เมื่อชำนาญแล้วให้เพิ่มการชมคนอื่นเป็นวันละ 3 ครั้งหลังอาหารหรือมากกว่านั้น
...
(4). Get connected = สร้างความสัมพันธ์ (เครือข่าย)
* เลือก คบญาติสนิทมิตรสหาย เน้นคนที่มองโลกในแง่ดี หนีคนที่มองโลกในแง่ร้าย และสร้างความสัมพันธ์ เช่น ไปมาหาสู่หรือโทรศัพท์ติดต่อทุกๆ สัปดาห์ หาของขวัญ ขนม หรือของฝากไปให้บ้าง ฯลฯ เพื่อสร้างความสัมพันธ์ให้แนบแน่น
* การมีเครือข่ายจะช่วยให้เรามีคนร่วมทุกข์ในยามยาก ช่วยผ่อนหนักให้กลายเป็นเบาได้
...
(5). Learn from your experiences = เรียนรู้จากประสบการณ์
* คน เราควรจะ "เรียนรู้" บทเรียนจากประสบการณ์ชีวิตให้ได้... ไม่ว่าจะดีหรือร้าย ชนะหรือพ่ายแพ้ และนำมาทบทวนดูว่า เวลาเกิดเหตุการณ์ร้ายๆ เราปรับตัวอย่างไร
* เลือกใช้การปรับตัวที่ดี เช่น นอนให้พอ ปรึกษาหารือกับญาติสนิทมิตรสหาย กินอาหารครบทุกหมู่พอประมาณ ออกกำลัง ฯลฯ
* หลีกเลี่ยงการปรับตัวร้ายๆ เช่น สูบบุหรี่ ดื่มเหล้า หนีงาน หนีเรียน ฯลฯ
...
(6). Remain hopeful and optimistic = รักษาความหวังและการมองโลกในแง่ดีไว้ (hopeful = มีความหวัง; optimistic = เป็นคนมองโลกในแง่ดี)
* ของ ในโลกนี้ไม่มีอะไรจีรังยั่งยืน... เดี๋ยวร้ายเดี๋ยวดี ทว่า... การรักษาความหวังและการมองโลกในแง่ดีไว้มักจะช่วยให้คนเราทนทานมากขึ้น
* วิธี หนึ่งที่จะช่วยให้คนเราทนทานต่อชีวิตได้ คือ การฝึกเป็นอาสาสมัครไปช่วยเหลือคนที่ลำบากกว่าเราตามโอกาส หรืออาสาสมัครทำอะไรดีๆ เช่น ปลูกป่าชายเลน ฯลฯ ซึ่งจะช่วยให้จิตใจของเราแข็งแกร่ง และเห็น "ธรรมดาของโลก" ได้ดีขึ้น
...
(7). Take care of yourself = ใส่ใจตัวเราเอง (take care of = ใส่ใจ เอาใจใส่)
* ไม่ ว่าสถานการณ์จะดีหรือร้าย... เราควรใส่ใจสุขภาพของเราเสมอ โดยเฉพาะการออกแรง-ออกกำลังเป็นประจำ กินอาหารสุขภาพพอประมาณ (ไม่มากหรือน้อยเกิน) นอนให้พอ
* พระรูป หนึ่งท่านสอนว่า "เหงื่อออกมาก-น้ำตาออกน้อย เหงื่อออกน้อย-น้ำตาออกมาก" นั่นคือ ถ้าขยันขันแข็งแล้ววันหลังจะได้ไม่เสียใจ และถ้าออกกำลังให้เหงื่อออกเป็นประจำแล้ว จะไม่ซึมเศร้า ท้อแท้อะไรง่าย
...
(8). Accept and anticipate change = ยอมรับและคาดการณ์ไปข้างหน้า (anticipate = คาดการณ์ พยากรณ์; change = ความเปลี่ยนแปลง)
* หมั่นติดตามข้อมูลข่าวสาร และเรียนรู้เรื่องใหม่อยู่เสมอ... เวลามีเหตุการณ์อะไรจะได้คาดการณ์ และเตรียมการได้ล่วงหน้า
...
* ตัวอย่าง เช่น ถ้าติดตามข่าวสารอยู่เสมอจะพบว่า เศรษฐกิจทั่วโลก (ปัญหาปากท้อง การค้าขาย) ตอนนี้กำลังตกต่ำ และจะตกต่ำแบบนี้ไปประมาณ 1-6 ปี รู้แล้วก็ไม่ต้องไปกังวลมาก เพราะช่วงนี้โลกยังไม่แตก และวงจรการค้าโลกก็เป็นเช่นนี้คือ มีขึ้นมีลงเป็นธรรมดา
* สิ่งที่สำคัญมากคือ อย่ามีหนี้ที่ไม่จำเป็น เก็บเงินออมไว้บ้าง
...
(9). Work toward goals = ไปให้ถึงเป้าหมาย (goal = เป้าหมาย)
* ความ สำเร็จใหญ่ๆ มักจะมาจากความสำเร็จเล็กๆ หลายๆ ครั้ง และคั่นด้วยความล้มเหลวหลายๆ ครั้งในระหว่างเสมอ... คนที่ยืนหยัดได้นานจึงจะไปถึงเป้าหมายได้
...
* ถ้า เราเป็นนักเรียนนักศึกษา... หน้าที่ของเราคือ ศึกษาเล่าเรียนเป็นหลัก กิจกรรมอื่นๆ และการสังสันทน์กับเพื่อนฝูงเป็นเรื่องรอง ควรคิดถึงความยากลำบากของพ่อแม่ ผู้ปกครองบ่อยๆ ตั้งอกตั้งใจศึกษาเล่าเรียน เพื่อไปให้ถึงอนาคตที่ดีขึ้นทีละน้อยๆ
...
(10). Take action = ลงมือทำ (action = การกระทำ)
* การ คิดการณ์โน่นนี้ หรือวางแผนสารพัดจะไม่เกิดผล... ถ้าไม่เริ่มต้นลงมือทำ เพราะฉะนั้นอะไรที่ควรทำก็ขอให้ลงมือทำวันนี้ ทำทีละน้อย ค่อยๆ ทำ และทำให้ต่อเนื่องดีกว่าการคิดโดยไม่ลงมือทำ
...
(11). Learn new things about yourself = เรียนรู้เรื่องใหม่ให้สอดคล้องกับตัวเรา
* คนเราควรจะเก่งมากๆ ใน "เรื่องหลัก" เช่น วิชาชีพ ฯลฯ ให้ได้สักเรื่อง และเก่ง "เรื่องรอง" หรือเรื่องชีวิตให้ได้หลายๆ เรื่อง
...
* ตัวอย่าง เช่น การทำกับข้าวให้เป็นจะช่วยให้เราประหยัดไปได้ตลอดชีวิต การเรียนภาษาอังกฤษหรือภาษาที่ 3 เช่น ภาษาจีน ฯลฯ การสร้างนิสัยรักการอ่าน การค้นคว้าหาความรู้... จะช่วยให้เราเข้าใจโลกได้กว้างขวางกว่าเดิมมาก
* สมัย ก่อนโค้ชกีฬาได้รับความนิยมสูงมาก... ยุคนี้โค้ชทางด้านการออกกำลัง และโค้ชด้านอาหารหรือนักโภชนาการได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากองค์ความรู้แบบนี้นำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้อย่างกว้างขวาง การหาความรู้ด้านสุขภาพเสริมเข้าไปจะทำให้ชีวิตเราแข็งแกร่ง และปลอดภัยขึ้นมากทีเดียว
...
(11). Think better of yourself = คิดถึงตัวเราในแง่ที่ "ดีขึ้น"
* บันทึกการทำดีของเราไว้เงียบๆ และทบทวนการทำดีของเราเป็นระยะๆ เพื่อเสริมการมอง "ตัวเรา" ในแง่ดี
* ให้ รางวัลตัวเองเมื่อทำอะไรดีๆ ได้ตามแผนที่วางไว้ เช่น ถ้าต้องการลดน้ำหนัก 5 กิโลกรัม... อาจให้รางวัลตัวเองเมื่อลดได้ทุกๆ ครึ่งกิโลกรัม ฯลฯ
...
(12). Maintain perspective = รักษาทัศนคติ (อย่ามองตัวเราในแง่ร้าย)
* เรา ก็คือเรา... ฝรั่งมีคำกล่าวว่า 'Be good. Be you.' แปลว่า "ขอให้เป็นคนดี และขอให้เป็นอย่างที่เราเป็น" ไม่จำเป็นต้องเปรียบเทียบตัวเรากับคนอื่น ซึ่งอาจจะทำให้อะไรๆ แย่ลง
...
* อาจารย์ จิตแพทย์ท่านหนึ่งเล่าว่า คนไข้ของท่านรายหนึ่งเป็นเศรษฐียี่สิบล้าน (มีเงิน 20 ล้านบาท) บ่นอยากตาย ท้อแท้ เพราะสู้เพื่อนที่มี 200 ล้านไม่ได้... นี่เป็นผลจากการเปรียบเทียบตัวเรากับคนอื่น
* เรา จะมีอะไรมากน้อยเท่าไรก็เป็นเรื่องของเรา ขอให้เรามีความสุขพอประมาณ และ "รู้สึกพอ" บ้าง นั่นก็ดีมากแล้ว เพราะโลกของเราไม่มีใครยากจนไปมากกว่า "คนที่ไม่รู้จักพอ"
...
(13). Live with it, not for it. = อยู่กับมัน ไม่ใช่เพื่อมัน
* ชีวิต คนเราอาจจะมีชะตากรรมหลายๆ อย่างที่ไม่ค่อยดีเกิดกับเรา เช่น โรคภัยไข้เจ็บ ความพิการ ความไม่สมหวัง หรืออะไรๆ ที่ "ไม่ได้ดังใจ" ฯลฯ
...
* ฝรั่ง มีคำกล่าวหนึ่งคือ 'Live for it, not for it' คือ เรื่องบางเรื่องก็ต้องใช้ยา "ทำใจ" และ "อยู่ร่วมกับมัน (ชะตากรรม)" ให้ได้ เช่น ถ้าเราเป็นเบาหวานก็อาศัยการควบคุมอาหาร กินยา ฉีดยา หรือดูแลรักษาอะไรไปตามเรื่อง ทำในส่วนที่เราทำได้ให้ดี... ที่เหลือก็ต้อง "ทำใจ" ให้ได้กันละ ฯลฯ
* ญี่ปุ่น ก็มีคำกล่าวเหมือนกันคือ ให้ทำส่วนของเราให้ดี ที่เหลือเป็นเรื่อง 'karma' (กรรมหรือผลของกรรม) ที่เราต้องยอมรับให้ได้ด้วยการ "ทำใจ"
...
(14). Choose second best = ดีที่สอง ดีรองลองไป (ไม่ใช่สิ่งที่ดีที่สุดหรือ best)
* ชีวิต คนที่มีแต่เรื่องที่ดีที่สุด (best) เช่น สอบได้ที่ 1 ทุกชั้น รวยมาตั้งแต่เด็ก ลงทุนอะไรกำไรหมด ใช้รถเบนซ์ ฯลฯ คงจะมีไม่กี่คน (เป็นพวก "ชนกลุ่มน้อย" บนหอคอยงาช้าง)
...
* ชีวิต ของคนส่วนใหญ่มักจะไม่ค่อยได้อะไรที่ดีที่สุด แต่จะได้ "อะไรที่ดีรองลงไป (second best)"... ถ้าเราพลาดหวังจากอะไร ไม่ว่าจะกี่ครั้ง... นั่นก็เป็นเรื่องของคนส่วนใหญ่
* ไม่ ใช่เราคนเดียวที่เกิดมาแล้วพบกับความผิดหวัง... คนอื่นก็พบกับความผิดหวังหลายๆ ครั้งเช่นกัน ยาของเรื่องนี้ก็เป็นยา "ทำใจ" เช่นกัน ทำใจแล้วจะอยู่กับอะไรๆ ที่ดีรองลงไปได้ เช่น ถ้าจะใช้คอมพิวเตอร์ก็ไม่ต้องใช้รุ่นสุดยอด ราคาเป็นแสนๆ ใช้ที่ดีรองลงไป ราคาเป็นหมื่นๆ ให้ได้ แล้วชีวิตจะ "เบาไปแยะเลย"
...
ถึงตรงนี้... ขอให้พวกเรามีสุขภาพดีไปนานๆ ครับ
...
ภาษาอังกฤษสบายๆ สไตล์เรา
หัวข้อตันฉบับวันนี้คือ "Resilience: Build skills to endure hardship" แปลว่า "ความแข็งแกร่ง (ความอดทนต่อภาวะวิกฤต): (วิธี) สร้างความชำนาญในการต้านทาน (ทนทานต่อ) ความยากลำบาก"
*
'skill' > [ ส(s) - กิ้ล ]
*
'skill' > noun = ฝีมือ ความชำนาญ ทักษะ ความเชี่ยวชาญ
* ตัวอย่าง > That footballer shows great skill.
* แปลว่า > นักฟุตบอลคนนั้นแสดง (โชว์) ทักษะที่ยิ่งใหญ่ (เก่งกาจ)
ขอ ให้ย้ำเสียงหนัก (accent) ตรงเสียงตัวอักษรหนา (ขีดเส้นใต้) เสียงอื่นๆ พูดให้เบาลง ส่วนตัวเสียงที่ใช้อักษรเอียงให้พูดเบาๆ คล้ายเสียงกระซิบ
พยายามอย่าพูดภาษาอังกฤษโดยไม่ย้ำเสียง (ไม่มี accent) เพราะฝรั่งฟังแล้วไม่ค่อยเข้าใจ
...
ข้อมูล ที่มา
*
Thank mayoclinic.com > Resilience: Build skills to endure hardship > [ Click ] > July 1, 2008.
* นพ.วัลลภ พรเรืองวงศ์ โรงพยาบาลห้างฉัตร ลำปาง
วันพฤหัสบดี, กุมภาพันธ์ 5, 2009
รับมือ
ได้อ่านบทความนี้ โดนใจอย่างมาก นำมาเล่าสู่กันฟังค่ะ
เหมาะกับยุคสมัยนี้จริง ๆ
รับมือ ‘ป่วยทางจิต’ ในยุคเศรษฐกิจมีปัญหา
นายแพทย์บุรินทร์ สุรอรุณสัมฤทธิ์ จิตแพทย์จากสถาบันจิตเวชศาสตร์สมเด็จเจ้าพระยาเล่าว่า...
“ส่วน ใหญ่ปัญหาความเครียดจากเศรษฐกิจเกิดจาก คนมีความวิตกกังวลว่าชีวิตจะทำอย่างไรต่อไป เพราะแม้จะเคยมีชีวิตฟุ่มเฟือยหรูหรา แต่ทุกครั้งที่มีปัญหาเศรษฐกิจ สิ่ง แรกที่พวกเขาจะหันกลับมามองเป็นเรื่องปัจจัย 4 ใกล้ตัว โดยฉพาะเรื่อง ...พรุ่งนี้จะเอาอะไรกิน ...บางคนก็จะมีความวิตกถึง ความมั่นคงในชีวิต จากเคยมีทรัพย์สินให้ยึดถือก็กลับไม่มี ความคาดหวังในชีวิตเปลี่ยนไป ภาวะนี้จะก่อให้เกิดความเครียด และความซึมเศร้าอย่างรุนแรงได้ ปรับตัวไม่ได้ จนบางครั้งอาจนำไปสู่การคิดฆ่าตัวตาย เช่นเดียวกับใน ปี 2539-2540 อัตราการฆ่าตัวตายเนื่องจากปัญหาเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นมาก เราจึงต้องศึกษาข้อมูลในอดีตเพื่อนำมาใช้เป็นบทเรียนเตรียมตัวสำหรับปัญหา เศรษฐกิจที่จะเกิดขึ้นต่อไปครับ”
ว่าด้วย ‘โรคจิตเวชจากความเครียด’
คุณหมอบุรินทร์อธิบายว่า “สำหรับ ในทางจิตเวชแล้ว การมีอาการบางอย่างนานจนมีผลกระทบกับชีวิตประจำวัน หรือ กระทบความสัมพันธ์กับคนรอบข้าง ตรงนี้ถือว่าเป็นโรคทางจิตเวช” และปัญหาเศรษฐกิจที่ตกสะเก็ด มีแนวโน้มที่จะส่งผลให้เกิดโรคจิตเวชดังต่อไปนี้
1. Adjustment disorder : โรคจากการปรับตัว “Adjustment disorder เป็นโรคที่เกิดจากการไม่สามารถปรับตัวได้เมื่อเกิดความเครียด มีภาวะซึมเศร้า วิตกกังวล ไม่สามารถดำเนินชีวิตอย่างที่เคยทำ หรือรักษาความสัมพันธ์แบบเดิมกับคนรอบข้างได้ และยิ่งส่งผลให้ทำงานแย่ลงด้วย สำหรับปลายทางของโรค Adjustment Disorder ไม่ค่อยนำไปสู่เรื่องร้ายแรงอย่างการฆ่าตัวตาย หรือทำร้ายตัวเองมากนัก เนื่องจากเป็นโรคที่มีระยะเวลาค่อนข้างชัดเจน หากได้รับการช่วยเหลือจากคนรอบข้างในการปรับตัว หรือพามาพบหมอได้ทันเวลา โรคนี้จะหายไปเอง และกลับสู่ภาวะปกติได้โดยไม่ต้องกินยานาน”
2. ภาวะซึมเศร้า และ โรคซึมเศร้า สำหรับอาการของ ‘ภาวะซึมเศร้า’ นี้ แพทย์หญิงอำไพขนิษฐ สมานวงศ์ไทย จิตแพทย์จากโรงพยาบาลศรีธัญญา ได้อธิบายว่า “ภาวะซึมเศร้า อาการส่วนใหญ่ที่พบก็คือ คนไข้มักมีอารมณ์สลดหดหู่ ไม่แจ่มใส นอกจากนี้ยังรู้สึกว่าตนเองไร้ค่า มีสมาธิแย่ลง น้ำหนักลด นอนไม่หลับเลย หรือหลับๆ ตื่นๆ หากเป็นในระยะยาว อาจมีพฤติกรรมรุนแรงจนถึงทำร้ายตนเอง หรือฆ่าตัวตายได้ แต่เนื่องจากภาวะซึมเศร้าเป็นอาการที่เกิดเพียงชั่วคราวตามสาเหตุหรือ สถานการณ์ ดังนั้นเมื่อเวลาผ่านไป และชีวิตเขากลับเข้าสู่ภาวะปกติแล้ว เขาก็น่าจะหายจากอาการซึมเศร้าด้วย แต่ถ้าเป็นนานแล้วหากยังไม่หาย ก็อาจจะเป็นไปได้ที่คนๆ นั้นป่วยเป็น ‘โรคซึมเศร้า’ ไปเสียแล้ว”
“โรค ซึมเศร้านี้ จริงๆ แล้วมีสาเหตุหลักเกิดจากกายภาพเฉพาะของตัวผู้ป่วยเอง เช่น มีระดับสารเคมีในสมองบกพร่องอยู่แล้ว เพียงแต่ความเครียดทางเศรษฐกิจที่รุนแรงอาจเป็นตัวกระตุ้นหนึ่งที่ทำให้ อาการของโรคแสดงออกได้เร็วขึ้นเท่านั้นค่ะ”
3. Brief Reactive Psychosis : อาการทางจิตชั่วคราว คุณ หมออำไพขนิษฐ อธิบายว่า “หากเกิดความเครียด และภาวะซึมเศร้าที่รุนแรงมาก อาจทำให้ผู้ป่วยมี ‘อาการทางจิตแบบชั่วคราว’ หรือ ‘Brief Reactive Psychosis’ ซึ่งจะมีลักษณะเหมือนผู้ป่วยโรคจิตชนิดเรื้อรัง (Chronic Psychosis) แทบทุกอย่าง คือ มีทั้งอาการหูแว่ว เห็นภาพหลอน หรือมีพฤติกรรมไม่เหมาะสมอื่นๆ เช่น แต่งตัวไม่เรียบร้อย ไม่ยอมกินไม่ยอมนอน หรือพูดจาแปลกๆ เพียงแต่ต่างกันตรงที่ ‘อาการทางจิตชั่วคราว’ ไม่ได้มีสาเหตุเกี่ยวข้องกับระดับสารเคมีในสมองเลย แต่มาจากการถูกกระทบทางจิตใจ อาการจึงมักเกิดขึ้นอย่างปุบปับ เฉียบพลัน หมายความว่าจากอาการปกติไปจนถึงมีอาการชัดเจนใช้เวลาไม่เกิน 1 สัปดาห์ และไม่เคยมีประวัติมีอาการบ่งชี้ว่าจะป่วยเป็นโรคจิตมาก่อน”
“วิธีการรักษา แพทย์มักประเมินจากความรุนแรงของอาการ แต่เนื่องจากสาเหตุหลักไม่ใช่ความผิดปกติของสารเคมีในสมอง แพทย์จึงมักเน้นเรื่องจิตบำบัด และการปรับเปลี่ยนแนวคิด-ทัศนคติ ยกเว้นในกรณีที่เขากินไม่ได้นอนไม่หลับจนร่างกายได้รับผลกระทบ และยิ่งถ้าปล่อยทิ้งไว้จะไม่มีเรี่ยวแรงต่อสู้กับปัญหาที่เผชิญอยู่ อาจจะต้องมีการให้ยาเพื่อปรับสภาพจิตใจ และอารมณ์ ทำให้เขาสามารถกลับมารับประทานอาหาร และนอนหลับ เพื่อมีเรี่ยวแรงแก้ปัญหาต่อไป ซึ่งปกติแล้ว คนที่ป่วยด้วยโรคนี้มักกลับมาหายเป็นปกติภายในไม่เกิน 1 ปี หรือเมื่อภาวะความเครียดต่างๆ ทุเลาลงค่ะ”
วิธีสังเกตคนที่จิตเจ็บป่วย
คุณหมอบุรินทร์ตอบว่า “วิธีจะสังเกตว่าใครเริ่มมีปัญหาความเจ็บป่วยทางจิตเป็นสิ่งสำคัญมากครับ ซึ่งจริงๆ แล้ว อาการของโรคทางจิตเวชเกือบทุกชนิดมีลักษณะที่คล้ายๆ กันคือ ต้องมีอาการทางจิตใจและพฤติกรรมผิดไปจากเดิม ปกติเป็นอย่างหนึ่ง แต่วันดีคืนดีเปลี่ยนไปเป็นอย่างอื่น เช่น ด้านอารมณ์จากที่เคยสุขุมอาจเปลี่ยนเป็นคนฉุนเฉียว ก้าวร้าว หงุดหงิด หรืออาจซึมเศร้า วิตกกังวลมากจนไม่สามารถใช้ชีวิตปกติอยู่ได้”
“ในลักษณะพฤติกรรม อาจกลายเป็นคนโมโหร้าย หรือ ทำร้ายคนอื่นโดยไม่รู้ตัว คือทำไปโดยไม่ได้คำนึงถึงผลที่จะตามมาเหมือน ‘คนไม่รู้ผิดชอบ’ หรือมีการใช้ยาเสพติดมากขึ้น นอกจากนี้เราต้องพิจารณาระยะของอาการด้วย คือต้องมีอาการเหล่านี้ยาวนานเกือบตลอดทั้งวันแทบไม่มีช่วงไหนเลยที่จะดี ขึ้น รวมถึงเป็นติดต่อกันมาประมาณ 2-3 สัปดาห์ขึ้นไป สิ่งสำคัญที่สุดที่จะพิจารณาว่าควรรับการรักษาหรือไม่ ก็คือ พฤติกรรมที่ผิดปกตินั้นทำให้เสียหน้าที่การงาน หรือความสัมพันธ์กับคนรอบข้างหรือไม่ หากคำตอบคือ ‘ใช่’ ก็ควรมาพบแพทย์ครับ”
ใครมีแนวโน้มฆ่าตัวตาย
หากสงสัยว่าคนใกล้ชิดอาจมีความคิดทำนองนี้อยู่ คุณหมออำไพขนิษฐ แนะให้สังเกตดังนี้ค่ะ “คนกลุ่มที่มีแนวโน้มที่จะฆ่าตัวตายนี้ มักจะมีสิ่งที่เรียกว่า ‘ความเสี่ยงบางอย่าง’ ซ่อนอยู่ เช่น อาจเป็นคนซึมเศร้าง่าย อ่อนไหวง่าย อะไรเข้ามากระทบก็หมดกำลังใจได้ง่าย หรือเป็นคนไม่ค่อยสู้ปัญหา มักหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้ากับทุกเรื่อง หรือทุกคนที่จะสร้างความลำบากใจมาให้ นอกจากนี้ ผู้ที่คิดฆ่าตัวตายมักเป็นคนที่ขาดการสนับสนุนจากครอบครัว เช่น คนโสด ไร้ญาติขาดมิตร ไม่ค่อยมีเพื่อนฝูง หรืออาจเจอวิกฤติอย่างเช่น กำลังตกงาน หรือล้มละลาย”
“อีกกลุ่มที่ลืมไม่ได้คือ ผู้ที่มีอาการป่วยเรื้อรังมาก่อน เช่น เป็นโรคทางกายที่รุนแรงอย่างโรคเบาหวาน โรคไต โรคมะเร็งระยะสุดท้าย และโดยเฉพาะโรคเอดส์ หรืออาจป่วยทางจิตมานาน ยิ่งถ้ามีความเสี่ยงหลายๆ อย่างมารวมอยู่ที่คนๆ เดียว ตรงนี้ยิ่งน่าจับตาอย่างใกล้ชิด”
หาทางออกให้ ‘ใจ’
ในยุคนี้ คุณหมออำไพขนิษฐ มีข้อแนะนำดังนี้ค่ะ
* ปรับความคิด เปิดใจยอมรับ “จริงๆ แล้วหมออยากให้ระลึกไว้เสมอว่า ‘ทุกคนล้วนมีศักยภาพในการจัดการตัวเอง’ แม้ในภาวะที่กำลังประสบปัญหาทางเศรษฐกิจ คุณอาจจะเครียด กินไม่ได้ นอนหลับไม่ลงบ้าง หงุดหงิด อ่อนเพลียละเหี่ยใจบ้าง แต่หากยังไม่ถึงขั้นรุนแรงก็ควรทำใจเย็นๆ ให้โอกาสตัวเองได้ทดลองแก้ไขปัญหาอย่างดีที่สุดก่อน เพราะการมีความเครียด มีปัญหามาให้จัดการจะทำให้เรามีภูมิคุ้มกันทางความคิดมากขึ้น ต่างจากคนที่ไม่เคยล้ม ไม่เคยผิดหวังเลย เมื่อเจอปัญหาอาจทำให้บอบช้ำมากได้ นอกจากนี้เราต้องเข้าใจสัจธรรมของชีวิตว่า ‘มีขึ้นมีลง’ จะมีแต่ขาขึ้นหรือขาลงอย่างเดียวคงเป็นไปไม่ได้ ไม่ต่างจากหน่วยใหญ่คือระบบเศรษฐกิจที่ก็ต้องมีขึ้นมีลงเหมือนกัน และไม่ใช่เพียงเราคนเดียวที่ประสบปัญหา จึงไม่ควรท้อแท้ แต่มองว่านี่เป็นโอกาสให้คุณได้ทดสอบความสามารถของตัวเองมากกว่า ...ต้องมองในมุมที่บวกเข้าไว้ค่ะ”
* มองหาศักยภาพใหม่ๆ ในตัวเอง “ในยุคที่เศรษฐกิจตกสะเก็ดอย่างนี้ แทนที่จะฝืนทำงานเดิมต่อไป อาจเป็นโอกาสให้เราได้ค้นหาศักยภาพ ความถนัด หรือลู่ทางใหม่ในตัวเราที่ยังไม่ได้เอามาใช้ ซึ่งอาจประสบความสำเร็จกว่าก็ได้ ยิ่งหากในตอนนี้คุณยังคงมีทุนเดิมอยู่บ้างก็ยิ่งสามารถสร้างลู่ทางใหม่ได้ ง่ายยิ่งขึ้น”
* วางแผนชีวิตแบบมั่นคงในระยะยาว “เมื่อผ่านบทเรียนครั้งนี้ไปได้แล้ว เราควรมีการเตรียมความพร้อมให้ชีวิตในระยะยาว ทั้งการวางแผนใช้เงิน ลดพฤติกรรมฟุ่มเฟือย และสร้างนิสัยประหยัดให้กับตัวเองแม้จะมีรายได้มาก รวมถึงปรับระบบการออมทรัพย์ของตัวเองใหม่ เพื่อให้มีทุนเตรียมรับกับชีวิต ‘ขาลง’ ที่เกิดขึ้นในอนาคต”
* ‘ครอบครัว’ เป็นตัวช่วย “ส่วนมาก เมื่อเกิดภาวะเศรษฐกิจมีปัญหา คนที่รับบทหนักก็มักจะเป็นหัวหน้าครอบครัว แต่ความเครียดก็กระจายถึงกันได้ และเพราะทำหน้าที่ต่างกันจึงอาจกระทบกระทั่ง และมีปากเสียงกันได้ แต่ในเวลาแบบนี้ทุกคนจึงควรให้กำลังใจซึ่งกันและกัน สนับสนุนกันเท่าที่ทำได้ และลดการเผชิญหน้าในบางเรื่องลง นอกจากนี้สมาชิกคนอื่นๆ ในครอบครัวก็ต้องมีส่วนช่วยในการปรับพฤติกรรมเหมือนกัน เช่น ต้องช่วยกันประหยัด ลดสิ่งฟุ่มเฟือยลงด้วย ไม่อย่างนั้นคงเป็นการเอาเปรียบ และบั่นทอนกำลังใจของหัวหน้าครอบครัวมากค่ะ”
ขอขอบคุณเนื้อหาดีดี โดย :
นิตยสารชีวจิตฉบับที่ 248
เหมาะกับยุคสมัยนี้จริง ๆ
รับมือ ‘ป่วยทางจิต’ ในยุคเศรษฐกิจมีปัญหา
นายแพทย์บุรินทร์ สุรอรุณสัมฤทธิ์ จิตแพทย์จากสถาบันจิตเวชศาสตร์สมเด็จเจ้าพระยาเล่าว่า...
“ส่วน ใหญ่ปัญหาความเครียดจากเศรษฐกิจเกิดจาก คนมีความวิตกกังวลว่าชีวิตจะทำอย่างไรต่อไป เพราะแม้จะเคยมีชีวิตฟุ่มเฟือยหรูหรา แต่ทุกครั้งที่มีปัญหาเศรษฐกิจ สิ่ง แรกที่พวกเขาจะหันกลับมามองเป็นเรื่องปัจจัย 4 ใกล้ตัว โดยฉพาะเรื่อง ...พรุ่งนี้จะเอาอะไรกิน ...บางคนก็จะมีความวิตกถึง ความมั่นคงในชีวิต จากเคยมีทรัพย์สินให้ยึดถือก็กลับไม่มี ความคาดหวังในชีวิตเปลี่ยนไป ภาวะนี้จะก่อให้เกิดความเครียด และความซึมเศร้าอย่างรุนแรงได้ ปรับตัวไม่ได้ จนบางครั้งอาจนำไปสู่การคิดฆ่าตัวตาย เช่นเดียวกับใน ปี 2539-2540 อัตราการฆ่าตัวตายเนื่องจากปัญหาเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นมาก เราจึงต้องศึกษาข้อมูลในอดีตเพื่อนำมาใช้เป็นบทเรียนเตรียมตัวสำหรับปัญหา เศรษฐกิจที่จะเกิดขึ้นต่อไปครับ”
ว่าด้วย ‘โรคจิตเวชจากความเครียด’
คุณหมอบุรินทร์อธิบายว่า “สำหรับ ในทางจิตเวชแล้ว การมีอาการบางอย่างนานจนมีผลกระทบกับชีวิตประจำวัน หรือ กระทบความสัมพันธ์กับคนรอบข้าง ตรงนี้ถือว่าเป็นโรคทางจิตเวช” และปัญหาเศรษฐกิจที่ตกสะเก็ด มีแนวโน้มที่จะส่งผลให้เกิดโรคจิตเวชดังต่อไปนี้
1. Adjustment disorder : โรคจากการปรับตัว “Adjustment disorder เป็นโรคที่เกิดจากการไม่สามารถปรับตัวได้เมื่อเกิดความเครียด มีภาวะซึมเศร้า วิตกกังวล ไม่สามารถดำเนินชีวิตอย่างที่เคยทำ หรือรักษาความสัมพันธ์แบบเดิมกับคนรอบข้างได้ และยิ่งส่งผลให้ทำงานแย่ลงด้วย สำหรับปลายทางของโรค Adjustment Disorder ไม่ค่อยนำไปสู่เรื่องร้ายแรงอย่างการฆ่าตัวตาย หรือทำร้ายตัวเองมากนัก เนื่องจากเป็นโรคที่มีระยะเวลาค่อนข้างชัดเจน หากได้รับการช่วยเหลือจากคนรอบข้างในการปรับตัว หรือพามาพบหมอได้ทันเวลา โรคนี้จะหายไปเอง และกลับสู่ภาวะปกติได้โดยไม่ต้องกินยานาน”
2. ภาวะซึมเศร้า และ โรคซึมเศร้า สำหรับอาการของ ‘ภาวะซึมเศร้า’ นี้ แพทย์หญิงอำไพขนิษฐ สมานวงศ์ไทย จิตแพทย์จากโรงพยาบาลศรีธัญญา ได้อธิบายว่า “ภาวะซึมเศร้า อาการส่วนใหญ่ที่พบก็คือ คนไข้มักมีอารมณ์สลดหดหู่ ไม่แจ่มใส นอกจากนี้ยังรู้สึกว่าตนเองไร้ค่า มีสมาธิแย่ลง น้ำหนักลด นอนไม่หลับเลย หรือหลับๆ ตื่นๆ หากเป็นในระยะยาว อาจมีพฤติกรรมรุนแรงจนถึงทำร้ายตนเอง หรือฆ่าตัวตายได้ แต่เนื่องจากภาวะซึมเศร้าเป็นอาการที่เกิดเพียงชั่วคราวตามสาเหตุหรือ สถานการณ์ ดังนั้นเมื่อเวลาผ่านไป และชีวิตเขากลับเข้าสู่ภาวะปกติแล้ว เขาก็น่าจะหายจากอาการซึมเศร้าด้วย แต่ถ้าเป็นนานแล้วหากยังไม่หาย ก็อาจจะเป็นไปได้ที่คนๆ นั้นป่วยเป็น ‘โรคซึมเศร้า’ ไปเสียแล้ว”
“โรค ซึมเศร้านี้ จริงๆ แล้วมีสาเหตุหลักเกิดจากกายภาพเฉพาะของตัวผู้ป่วยเอง เช่น มีระดับสารเคมีในสมองบกพร่องอยู่แล้ว เพียงแต่ความเครียดทางเศรษฐกิจที่รุนแรงอาจเป็นตัวกระตุ้นหนึ่งที่ทำให้ อาการของโรคแสดงออกได้เร็วขึ้นเท่านั้นค่ะ”
3. Brief Reactive Psychosis : อาการทางจิตชั่วคราว คุณ หมออำไพขนิษฐ อธิบายว่า “หากเกิดความเครียด และภาวะซึมเศร้าที่รุนแรงมาก อาจทำให้ผู้ป่วยมี ‘อาการทางจิตแบบชั่วคราว’ หรือ ‘Brief Reactive Psychosis’ ซึ่งจะมีลักษณะเหมือนผู้ป่วยโรคจิตชนิดเรื้อรัง (Chronic Psychosis) แทบทุกอย่าง คือ มีทั้งอาการหูแว่ว เห็นภาพหลอน หรือมีพฤติกรรมไม่เหมาะสมอื่นๆ เช่น แต่งตัวไม่เรียบร้อย ไม่ยอมกินไม่ยอมนอน หรือพูดจาแปลกๆ เพียงแต่ต่างกันตรงที่ ‘อาการทางจิตชั่วคราว’ ไม่ได้มีสาเหตุเกี่ยวข้องกับระดับสารเคมีในสมองเลย แต่มาจากการถูกกระทบทางจิตใจ อาการจึงมักเกิดขึ้นอย่างปุบปับ เฉียบพลัน หมายความว่าจากอาการปกติไปจนถึงมีอาการชัดเจนใช้เวลาไม่เกิน 1 สัปดาห์ และไม่เคยมีประวัติมีอาการบ่งชี้ว่าจะป่วยเป็นโรคจิตมาก่อน”
“วิธีการรักษา แพทย์มักประเมินจากความรุนแรงของอาการ แต่เนื่องจากสาเหตุหลักไม่ใช่ความผิดปกติของสารเคมีในสมอง แพทย์จึงมักเน้นเรื่องจิตบำบัด และการปรับเปลี่ยนแนวคิด-ทัศนคติ ยกเว้นในกรณีที่เขากินไม่ได้นอนไม่หลับจนร่างกายได้รับผลกระทบ และยิ่งถ้าปล่อยทิ้งไว้จะไม่มีเรี่ยวแรงต่อสู้กับปัญหาที่เผชิญอยู่ อาจจะต้องมีการให้ยาเพื่อปรับสภาพจิตใจ และอารมณ์ ทำให้เขาสามารถกลับมารับประทานอาหาร และนอนหลับ เพื่อมีเรี่ยวแรงแก้ปัญหาต่อไป ซึ่งปกติแล้ว คนที่ป่วยด้วยโรคนี้มักกลับมาหายเป็นปกติภายในไม่เกิน 1 ปี หรือเมื่อภาวะความเครียดต่างๆ ทุเลาลงค่ะ”
วิธีสังเกตคนที่จิตเจ็บป่วย
คุณหมอบุรินทร์ตอบว่า “วิธีจะสังเกตว่าใครเริ่มมีปัญหาความเจ็บป่วยทางจิตเป็นสิ่งสำคัญมากครับ ซึ่งจริงๆ แล้ว อาการของโรคทางจิตเวชเกือบทุกชนิดมีลักษณะที่คล้ายๆ กันคือ ต้องมีอาการทางจิตใจและพฤติกรรมผิดไปจากเดิม ปกติเป็นอย่างหนึ่ง แต่วันดีคืนดีเปลี่ยนไปเป็นอย่างอื่น เช่น ด้านอารมณ์จากที่เคยสุขุมอาจเปลี่ยนเป็นคนฉุนเฉียว ก้าวร้าว หงุดหงิด หรืออาจซึมเศร้า วิตกกังวลมากจนไม่สามารถใช้ชีวิตปกติอยู่ได้”
“ในลักษณะพฤติกรรม อาจกลายเป็นคนโมโหร้าย หรือ ทำร้ายคนอื่นโดยไม่รู้ตัว คือทำไปโดยไม่ได้คำนึงถึงผลที่จะตามมาเหมือน ‘คนไม่รู้ผิดชอบ’ หรือมีการใช้ยาเสพติดมากขึ้น นอกจากนี้เราต้องพิจารณาระยะของอาการด้วย คือต้องมีอาการเหล่านี้ยาวนานเกือบตลอดทั้งวันแทบไม่มีช่วงไหนเลยที่จะดี ขึ้น รวมถึงเป็นติดต่อกันมาประมาณ 2-3 สัปดาห์ขึ้นไป สิ่งสำคัญที่สุดที่จะพิจารณาว่าควรรับการรักษาหรือไม่ ก็คือ พฤติกรรมที่ผิดปกตินั้นทำให้เสียหน้าที่การงาน หรือความสัมพันธ์กับคนรอบข้างหรือไม่ หากคำตอบคือ ‘ใช่’ ก็ควรมาพบแพทย์ครับ”
ใครมีแนวโน้มฆ่าตัวตาย
หากสงสัยว่าคนใกล้ชิดอาจมีความคิดทำนองนี้อยู่ คุณหมออำไพขนิษฐ แนะให้สังเกตดังนี้ค่ะ “คนกลุ่มที่มีแนวโน้มที่จะฆ่าตัวตายนี้ มักจะมีสิ่งที่เรียกว่า ‘ความเสี่ยงบางอย่าง’ ซ่อนอยู่ เช่น อาจเป็นคนซึมเศร้าง่าย อ่อนไหวง่าย อะไรเข้ามากระทบก็หมดกำลังใจได้ง่าย หรือเป็นคนไม่ค่อยสู้ปัญหา มักหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้ากับทุกเรื่อง หรือทุกคนที่จะสร้างความลำบากใจมาให้ นอกจากนี้ ผู้ที่คิดฆ่าตัวตายมักเป็นคนที่ขาดการสนับสนุนจากครอบครัว เช่น คนโสด ไร้ญาติขาดมิตร ไม่ค่อยมีเพื่อนฝูง หรืออาจเจอวิกฤติอย่างเช่น กำลังตกงาน หรือล้มละลาย”
“อีกกลุ่มที่ลืมไม่ได้คือ ผู้ที่มีอาการป่วยเรื้อรังมาก่อน เช่น เป็นโรคทางกายที่รุนแรงอย่างโรคเบาหวาน โรคไต โรคมะเร็งระยะสุดท้าย และโดยเฉพาะโรคเอดส์ หรืออาจป่วยทางจิตมานาน ยิ่งถ้ามีความเสี่ยงหลายๆ อย่างมารวมอยู่ที่คนๆ เดียว ตรงนี้ยิ่งน่าจับตาอย่างใกล้ชิด”
หาทางออกให้ ‘ใจ’
ในยุคนี้ คุณหมออำไพขนิษฐ มีข้อแนะนำดังนี้ค่ะ
* ปรับความคิด เปิดใจยอมรับ “จริงๆ แล้วหมออยากให้ระลึกไว้เสมอว่า ‘ทุกคนล้วนมีศักยภาพในการจัดการตัวเอง’ แม้ในภาวะที่กำลังประสบปัญหาทางเศรษฐกิจ คุณอาจจะเครียด กินไม่ได้ นอนหลับไม่ลงบ้าง หงุดหงิด อ่อนเพลียละเหี่ยใจบ้าง แต่หากยังไม่ถึงขั้นรุนแรงก็ควรทำใจเย็นๆ ให้โอกาสตัวเองได้ทดลองแก้ไขปัญหาอย่างดีที่สุดก่อน เพราะการมีความเครียด มีปัญหามาให้จัดการจะทำให้เรามีภูมิคุ้มกันทางความคิดมากขึ้น ต่างจากคนที่ไม่เคยล้ม ไม่เคยผิดหวังเลย เมื่อเจอปัญหาอาจทำให้บอบช้ำมากได้ นอกจากนี้เราต้องเข้าใจสัจธรรมของชีวิตว่า ‘มีขึ้นมีลง’ จะมีแต่ขาขึ้นหรือขาลงอย่างเดียวคงเป็นไปไม่ได้ ไม่ต่างจากหน่วยใหญ่คือระบบเศรษฐกิจที่ก็ต้องมีขึ้นมีลงเหมือนกัน และไม่ใช่เพียงเราคนเดียวที่ประสบปัญหา จึงไม่ควรท้อแท้ แต่มองว่านี่เป็นโอกาสให้คุณได้ทดสอบความสามารถของตัวเองมากกว่า ...ต้องมองในมุมที่บวกเข้าไว้ค่ะ”
* มองหาศักยภาพใหม่ๆ ในตัวเอง “ในยุคที่เศรษฐกิจตกสะเก็ดอย่างนี้ แทนที่จะฝืนทำงานเดิมต่อไป อาจเป็นโอกาสให้เราได้ค้นหาศักยภาพ ความถนัด หรือลู่ทางใหม่ในตัวเราที่ยังไม่ได้เอามาใช้ ซึ่งอาจประสบความสำเร็จกว่าก็ได้ ยิ่งหากในตอนนี้คุณยังคงมีทุนเดิมอยู่บ้างก็ยิ่งสามารถสร้างลู่ทางใหม่ได้ ง่ายยิ่งขึ้น”
* วางแผนชีวิตแบบมั่นคงในระยะยาว “เมื่อผ่านบทเรียนครั้งนี้ไปได้แล้ว เราควรมีการเตรียมความพร้อมให้ชีวิตในระยะยาว ทั้งการวางแผนใช้เงิน ลดพฤติกรรมฟุ่มเฟือย และสร้างนิสัยประหยัดให้กับตัวเองแม้จะมีรายได้มาก รวมถึงปรับระบบการออมทรัพย์ของตัวเองใหม่ เพื่อให้มีทุนเตรียมรับกับชีวิต ‘ขาลง’ ที่เกิดขึ้นในอนาคต”
* ‘ครอบครัว’ เป็นตัวช่วย “ส่วนมาก เมื่อเกิดภาวะเศรษฐกิจมีปัญหา คนที่รับบทหนักก็มักจะเป็นหัวหน้าครอบครัว แต่ความเครียดก็กระจายถึงกันได้ และเพราะทำหน้าที่ต่างกันจึงอาจกระทบกระทั่ง และมีปากเสียงกันได้ แต่ในเวลาแบบนี้ทุกคนจึงควรให้กำลังใจซึ่งกันและกัน สนับสนุนกันเท่าที่ทำได้ และลดการเผชิญหน้าในบางเรื่องลง นอกจากนี้สมาชิกคนอื่นๆ ในครอบครัวก็ต้องมีส่วนช่วยในการปรับพฤติกรรมเหมือนกัน เช่น ต้องช่วยกันประหยัด ลดสิ่งฟุ่มเฟือยลงด้วย ไม่อย่างนั้นคงเป็นการเอาเปรียบ และบั่นทอนกำลังใจของหัวหน้าครอบครัวมากค่ะ”
ขอขอบคุณเนื้อหาดีดี โดย :
นิตยสารชีวจิตฉบับที่ 248
วันพุธ, กุมภาพันธ์ 4, 2009
คิดใหญ่ไม่คิดเล็ก
ถ้าใครเคยหยิบหนังสือเ่ล่มนี้มาอ่านแล้ว ( คิดใหญ่ไม่คิดเล็ก ) จะเข้าใจได้เป็นอย่างดีว่า ความคิดของตัวเราสำคัญต่อชีวิตเราอย่างไร
เหมือนคำพูดที่ว่า เรากินอะไรเข้าไปร่างกาย เราก็เป็นอย่างนั้น ความคิดก็เหมือนกับคำพูดนี้เฉกเช่นเดียวกันค่ะ
เราคิดอย่างไร ตัวเราก็เป็นแบบนั้น ความคิดจะหล่อหลอมพฤติกรรมโดยที่เราทำตามไม่รู้ตัว ลึกเข้าไปก็จะอ้างอิงเรื่องจิตใต้สำนึก
นั่นเป็นเหตุผลที่สำคัญมาก ว่าทำไมเราต้องคอยคิดบวกอยู่ตลอดเวลา วันนี้อยากจะคุยกันเรื่องความคิดค่ะ ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าทุกวันนี้ เรามีสารพัดเรื่องราวที่ผ่านเข้ามาในหัวสมองเรา ให้เราคอยคิด ๆๆ หาข้อสรุปอยู่หลายเรื่อง ก็แล้วแต่ภาวะของแต่ละบุคคล
ว่าจะคิด แก้ปัญหาหรือเผชิญกับอะไร ความคิดก็เป็นคลื่นพลังงานชนิดหนึ่ง ที่เราส่งออกไป ถ้าเป็นความคิดที่บวก คิดดี ก็ส่งพลังงานที่ดีออกไป แต่ถ้าเป็นความคิดลบ ส่งออกไปก็หม่นหมอง ใช่ไหมคะ
แล้วมานึกถึงเวลามันสะท้อนกลับมาหา่เราผู้ส่ง ถ้าเป็นความคิดที่ดี ก็แน่นอนว่าจะมีแต่ความรู้สึกดี ดี เบิกบาน แจ่มใส
แต่ถ้าเป็นความคิดลบ มันคืออะไร คือความรู้สึกที่เราไม่พอใจ ชิงชัง อิจฉา ไม่ได้ดั่งใจ
หรือเคียดแค้น หรืออารมณ์ที่เราไม่ปรารถนา และอีกเยอะเลย เราก็ต้องรับคลื่นลบ ๆกลับมาเต็ม ๆ
สรุป คิดบวก คิดดี ชีวิตเราอะไรก็จะสุข สงบ อะไร ๆ ก็ดูเหมือนง่าย ๆ เป็นไปไ่ด้ดั่งใจไปซะหมด
แต่หากมัวแต่คิดลบ ชีวิต มันก็ติดเหงกอยู่แบบนั้นล่ะ ไม่พัฒนา แถมดูดูแล้วจะถอยหลังตกคลองไปซะอีก
หากวันนี้ คุณมีเรื่องอะไร ให้คิด จำไว้ว่า คิดใหญ่ ไม่คิดเล็ก และก็คิดบวกเท่านั้นค่ะ แล้วพรุ่งนี้มาต่อกันว่าคิดใหญ่ คิดอย่างไร ไว้คุยกันใหม่ค่ะ
เหมือนคำพูดที่ว่า เรากินอะไรเข้าไปร่างกาย เราก็เป็นอย่างนั้น ความคิดก็เหมือนกับคำพูดนี้เฉกเช่นเดียวกันค่ะ
เราคิดอย่างไร ตัวเราก็เป็นแบบนั้น ความคิดจะหล่อหลอมพฤติกรรมโดยที่เราทำตามไม่รู้ตัว ลึกเข้าไปก็จะอ้างอิงเรื่องจิตใต้สำนึก
นั่นเป็นเหตุผลที่สำคัญมาก ว่าทำไมเราต้องคอยคิดบวกอยู่ตลอดเวลา วันนี้อยากจะคุยกันเรื่องความคิดค่ะ ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าทุกวันนี้ เรามีสารพัดเรื่องราวที่ผ่านเข้ามาในหัวสมองเรา ให้เราคอยคิด ๆๆ หาข้อสรุปอยู่หลายเรื่อง ก็แล้วแต่ภาวะของแต่ละบุคคล
ว่าจะคิด แก้ปัญหาหรือเผชิญกับอะไร ความคิดก็เป็นคลื่นพลังงานชนิดหนึ่ง ที่เราส่งออกไป ถ้าเป็นความคิดที่บวก คิดดี ก็ส่งพลังงานที่ดีออกไป แต่ถ้าเป็นความคิดลบ ส่งออกไปก็หม่นหมอง ใช่ไหมคะ
แล้วมานึกถึงเวลามันสะท้อนกลับมาหา่เราผู้ส่ง ถ้าเป็นความคิดที่ดี ก็แน่นอนว่าจะมีแต่ความรู้สึกดี ดี เบิกบาน แจ่มใส
แต่ถ้าเป็นความคิดลบ มันคืออะไร คือความรู้สึกที่เราไม่พอใจ ชิงชัง อิจฉา ไม่ได้ดั่งใจ
หรือเคียดแค้น หรืออารมณ์ที่เราไม่ปรารถนา และอีกเยอะเลย เราก็ต้องรับคลื่นลบ ๆกลับมาเต็ม ๆ
สรุป คิดบวก คิดดี ชีวิตเราอะไรก็จะสุข สงบ อะไร ๆ ก็ดูเหมือนง่าย ๆ เป็นไปไ่ด้ดั่งใจไปซะหมด
แต่หากมัวแต่คิดลบ ชีวิต มันก็ติดเหงกอยู่แบบนั้นล่ะ ไม่พัฒนา แถมดูดูแล้วจะถอยหลังตกคลองไปซะอีก
หากวันนี้ คุณมีเรื่องอะไร ให้คิด จำไว้ว่า คิดใหญ่ ไม่คิดเล็ก และก็คิดบวกเท่านั้นค่ะ แล้วพรุ่งนี้มาต่อกันว่าคิดใหญ่ คิดอย่างไร ไว้คุยกันใหม่ค่ะ
วันอังคาร, กุมภาพันธ์ 3, 2009
น่าคิด
...ทรัพย์สักนิดก็ติดตามคนตายไปไม่ได้...
ทั้งเด็ก ทั้งผู้ใหญ่ ทั้งคนพาล ทั้งบัณฑิต ล้วนไปสู่อำนาจแห่งความตาย
ล้วนมีความตายเป็นเบื้องหน้า นี้เป็น พุทธศาสนภาษิตอีกบทหนึ่ง
ที่แสดงสัจจะซึ่งไม่มีผู้ใดจะอาจคัดค้าน
หรือเกิดความเคลือบแคลงสงสัยได้แม้แต่น้อย
ทุกชีวิตมีความแตกดับ มีความตายรออยู่เบื้องหน้า
ไม่มีชีวิตใดเลยที่จะพ้นความตายไปได้
ดังที่พุทธศาสนภาษิต กล่าวไว้นั่นแหละ คือ ทั้งเด็ก ทั้งผู้ใหญ่
ทั้งคนดี ทั้งคนไม่ดี ล้วนต้องตาย จะเร็วหรือช้าก็ต้องตาย
อำนาจของความตายไม่มีผู้ใดจะหนีพ้น
เพียงหนีความตายไม่ได้ ทุกคนต้องตาย นี้ก็ยังไม่สมบูรณ์นัก
ถ้าจะไม่นำพุทธภาษิตอีกบทหนึ่งมากล่าวไว้เสียในทีนี้ด้วย
คือบทที่ว่า ทรัพย์สักนิดก็ติดตามคนตายไปไม่ได้
ทรัพย์สักนิดก็ติดตามคนตายไปไม่ได้
พุทธศาสนภาษิตบทนี้ก็เช่นเดียวกัน
แสดงสัจจะที่ไม่มีผู้ใดจะอาจคัดค้าน
หรือเกิดความเคลือบแคลงสงสัยได้แม้แต่น้อย
ทุกคนได้รู้ได้เห็นประจักษ์ชัดแก่ตนเองอยู่ด้วยกันแล้วในความจริงนี้
ไม่มีผู้ใดจะนำทรัพย์แม้สักนิดของตนติดตัวไปด้วยได้ยามต้องตาย
ผู้ที่เมื่อดำรงชีวิตอยู่ มีความสุขเพราะได้สั่งสมทรัพย์
หรือเพราะมีทรัพย์มากมาย
เมื่อถึงเวลาตายจะนำความสุขเพราะทรัพย์ติดตัวไปด้วยไม่ได้
ในเวลาสิ้นชีวิตสิ่งเดียวที่จะนำความสุขมาให้ คือ บุญ
มีพุทธศาสนภาษิตกล่าวไว้ด้วยว่า บุญนำสุขมาให้ในเวลาสิ้นชีวิต
จึงควรทำบุญอันนำสุขมาให้และความสุข
อันเกิดแต่บุญนี้มีอยู่แก่ผู้สั่งสมบุญ ทั้งโลกนี้และโลกหน้า
คือ ทั้งเมื่อยังไม่ตายก็เป็นสุข เมื่อตายแล้วก็เป็นสุข
ดังที่มีกล่าวไว้ว่า ผู้ทำบุญแล้วย่อมยินดีในโลกนี้ ละไปแล้วย่อมยินดี
ชื่อว่ายินดีในโลกทั้งสอง เขาย่อมยินดีว่า เราทำบุญไว้แล้ว
ไปสู่สุคติย่อมยินดียิ่งขึ้น
ตรงกันข้ามกับผู้ทำบาปเพราะ ผู้ทำบาปย่อมเศร้าโศกในโลกนี้
ละโลกนี้ไปแล้วก็เศร้าโศก ชื่อว่าเศร้าโศกในโลกทั้งสอง
เขาเห็นกรรมอันเศร้าหมองของตน จึงเศร้าโศกและเดือดร้อน
ด้วยเหตุนี้คนจึงไม่ควรทำบาป ควรทำแต่บุญ
และควรทำบุญบ่อยๆ เรียกว่า ควรสั่งสมบุญ
ถ้ากล่าวว่าควรสั่งสมความสุขอันเกิดแต่สั่งสมบุญก็ได้
เพราะการสั่งสมอย่างอื่นหาอาจนำความสุขมาให้ได้ยั่งยืนหรือแท้จริงไม่
การสั่งสมบุญเท่านั้นที่จะนำความสุขมาให้ยั่งยืนและแท้จริง
แม้ความตายก็หาอาจพรากไปจากบุญ
หรือความสุขที่เกิดแต่บุญอันสั่งสมไว้แล้วได้ไม่
ทุกคนต้องตาย และทุกคนก็ต้องการความสุข
แม้คิดถึงความจริงนี้ให้ลึกซึ้งพอสมควรทุกคน
ก็น่าจะยินดีทำบุญคือ ทำความดี
น่าจะยินดีสั่งสมบุญคือสั่งสมความดี
ไม่เช่นนั้นแล้วก็จะสมปรารถนาไม่ได้ คือจะมีความสุขไม่ได้
ในทางตรงกันข้ามจะกลับมีความทุกข์
เพราะธรรมดานั้นผู้ที่จะอยู่โดยไม่ทำกรรมใดเลยไม่มี
คือ ไม่ทำทั้งกรรมดีคือบุญและไม่ทำทั้งกรรมไม่ดีคือบาปไม่มี
จะต้องทำกรรมอย่างใดอย่างหนึ่งในช่วงเวลาหนึ่ง มักเป็นปรกติเช่นนี้
ดังนั้นผู้ไม่ทำบุญในเวลาใดจึงมักจะทำบาปในเวลานั้น ไม่มากก็น้อย
ผลของบาปเป็นความทุกข์ ผู้ไม่ทำบุญจึงมักทำบาป จึงไม่มีความสุข
ไม่เป็นสุข ดังกล่าวว่าจะสมปรารถนาไม่ได้ในเมื่อทุกคนปรารถนาความสุข
ทุกคนต้องตาย ท่านก็ตาย เราก็ตาย ไม่มีผู้ใดหนีความตายพ้น
ไม่ช้าก็เร็วทุกคนจะต้องตาย นึกถึงความจริงนี้ไว้ให้เสมอ
พร้อมๆ กับที่นึกด้วยว่า ทรัพย์สักนิดก็ติดตามคนตายไปไม่ได้
บุญหรือบาปเท่านั้นที่จะติดตามทุกคนไป
ให้ความสุขให้ความทุกข์แก่ทุกคนผู้กระทำบุญหรือบาปไว้
นึกไว้เช่นนี้เสมอๆ นั่นแหละจะเป็นการบริหารจิต
ห้ามจิตเสียจากความโลภได้ มากน้อยตามควรแก่ความปฏิบัติ
คัดลอกจาก... คุณ I am
ที่มา : การบริหารทางจิต สำหรับผู้ใหญ่ (สมเด็จพระญาณสังวรฯ)
ขอบคุณบทความจากธรรมจักรดอทเน็ต
ทั้งเด็ก ทั้งผู้ใหญ่ ทั้งคนพาล ทั้งบัณฑิต ล้วนไปสู่อำนาจแห่งความตาย
ล้วนมีความตายเป็นเบื้องหน้า นี้เป็น พุทธศาสนภาษิตอีกบทหนึ่ง
ที่แสดงสัจจะซึ่งไม่มีผู้ใดจะอาจคัดค้าน
หรือเกิดความเคลือบแคลงสงสัยได้แม้แต่น้อย
ทุกชีวิตมีความแตกดับ มีความตายรออยู่เบื้องหน้า
ไม่มีชีวิตใดเลยที่จะพ้นความตายไปได้
ดังที่พุทธศาสนภาษิต กล่าวไว้นั่นแหละ คือ ทั้งเด็ก ทั้งผู้ใหญ่
ทั้งคนดี ทั้งคนไม่ดี ล้วนต้องตาย จะเร็วหรือช้าก็ต้องตาย
อำนาจของความตายไม่มีผู้ใดจะหนีพ้น
เพียงหนีความตายไม่ได้ ทุกคนต้องตาย นี้ก็ยังไม่สมบูรณ์นัก
ถ้าจะไม่นำพุทธภาษิตอีกบทหนึ่งมากล่าวไว้เสียในทีนี้ด้วย
คือบทที่ว่า ทรัพย์สักนิดก็ติดตามคนตายไปไม่ได้
ทรัพย์สักนิดก็ติดตามคนตายไปไม่ได้
พุทธศาสนภาษิตบทนี้ก็เช่นเดียวกัน
แสดงสัจจะที่ไม่มีผู้ใดจะอาจคัดค้าน
หรือเกิดความเคลือบแคลงสงสัยได้แม้แต่น้อย
ทุกคนได้รู้ได้เห็นประจักษ์ชัดแก่ตนเองอยู่ด้วยกันแล้วในความจริงนี้
ไม่มีผู้ใดจะนำทรัพย์แม้สักนิดของตนติดตัวไปด้วยได้ยามต้องตาย
ผู้ที่เมื่อดำรงชีวิตอยู่ มีความสุขเพราะได้สั่งสมทรัพย์
หรือเพราะมีทรัพย์มากมาย
เมื่อถึงเวลาตายจะนำความสุขเพราะทรัพย์ติดตัวไปด้วยไม่ได้
ในเวลาสิ้นชีวิตสิ่งเดียวที่จะนำความสุขมาให้ คือ บุญ
มีพุทธศาสนภาษิตกล่าวไว้ด้วยว่า บุญนำสุขมาให้ในเวลาสิ้นชีวิต
จึงควรทำบุญอันนำสุขมาให้และความสุข
อันเกิดแต่บุญนี้มีอยู่แก่ผู้สั่งสมบุญ ทั้งโลกนี้และโลกหน้า
คือ ทั้งเมื่อยังไม่ตายก็เป็นสุข เมื่อตายแล้วก็เป็นสุข
ดังที่มีกล่าวไว้ว่า ผู้ทำบุญแล้วย่อมยินดีในโลกนี้ ละไปแล้วย่อมยินดี
ชื่อว่ายินดีในโลกทั้งสอง เขาย่อมยินดีว่า เราทำบุญไว้แล้ว
ไปสู่สุคติย่อมยินดียิ่งขึ้น
ตรงกันข้ามกับผู้ทำบาปเพราะ ผู้ทำบาปย่อมเศร้าโศกในโลกนี้
ละโลกนี้ไปแล้วก็เศร้าโศก ชื่อว่าเศร้าโศกในโลกทั้งสอง
เขาเห็นกรรมอันเศร้าหมองของตน จึงเศร้าโศกและเดือดร้อน
ด้วยเหตุนี้คนจึงไม่ควรทำบาป ควรทำแต่บุญ
และควรทำบุญบ่อยๆ เรียกว่า ควรสั่งสมบุญ
ถ้ากล่าวว่าควรสั่งสมความสุขอันเกิดแต่สั่งสมบุญก็ได้
เพราะการสั่งสมอย่างอื่นหาอาจนำความสุขมาให้ได้ยั่งยืนหรือแท้จริงไม่
การสั่งสมบุญเท่านั้นที่จะนำความสุขมาให้ยั่งยืนและแท้จริง
แม้ความตายก็หาอาจพรากไปจากบุญ
หรือความสุขที่เกิดแต่บุญอันสั่งสมไว้แล้วได้ไม่
ทุกคนต้องตาย และทุกคนก็ต้องการความสุข
แม้คิดถึงความจริงนี้ให้ลึกซึ้งพอสมควรทุกคน
ก็น่าจะยินดีทำบุญคือ ทำความดี
น่าจะยินดีสั่งสมบุญคือสั่งสมความดี
ไม่เช่นนั้นแล้วก็จะสมปรารถนาไม่ได้ คือจะมีความสุขไม่ได้
ในทางตรงกันข้ามจะกลับมีความทุกข์
เพราะธรรมดานั้นผู้ที่จะอยู่โดยไม่ทำกรรมใดเลยไม่มี
คือ ไม่ทำทั้งกรรมดีคือบุญและไม่ทำทั้งกรรมไม่ดีคือบาปไม่มี
จะต้องทำกรรมอย่างใดอย่างหนึ่งในช่วงเวลาหนึ่ง มักเป็นปรกติเช่นนี้
ดังนั้นผู้ไม่ทำบุญในเวลาใดจึงมักจะทำบาปในเวลานั้น ไม่มากก็น้อย
ผลของบาปเป็นความทุกข์ ผู้ไม่ทำบุญจึงมักทำบาป จึงไม่มีความสุข
ไม่เป็นสุข ดังกล่าวว่าจะสมปรารถนาไม่ได้ในเมื่อทุกคนปรารถนาความสุข
ทุกคนต้องตาย ท่านก็ตาย เราก็ตาย ไม่มีผู้ใดหนีความตายพ้น
ไม่ช้าก็เร็วทุกคนจะต้องตาย นึกถึงความจริงนี้ไว้ให้เสมอ
พร้อมๆ กับที่นึกด้วยว่า ทรัพย์สักนิดก็ติดตามคนตายไปไม่ได้
บุญหรือบาปเท่านั้นที่จะติดตามทุกคนไป
ให้ความสุขให้ความทุกข์แก่ทุกคนผู้กระทำบุญหรือบาปไว้
นึกไว้เช่นนี้เสมอๆ นั่นแหละจะเป็นการบริหารจิต
ห้ามจิตเสียจากความโลภได้ มากน้อยตามควรแก่ความปฏิบัติ
คัดลอกจาก... คุณ I am
ที่มา : การบริหารทางจิต สำหรับผู้ใหญ่ (สมเด็จพระญาณสังวรฯ)
ขอบคุณบทความจากธรรมจักรดอทเน็ต
วันจันทร์, กุมภาพันธ์ 2, 2009
เรื่องดวงดาว
คุยต่อเรื่องดาว ๆ หลังจากกลับจากกรุงเทพ ดิฉันมีลูกค้าขาประจำมารอดูดวงได้ทำงานทันที
พี่เขาบอก มารอตั้งแต่วันก่อนจะกลับ มีงอนเล็กน้อย ที่โทรหาดิฉันแล้วปรากฏว่าดิฉันไม่รับโทรศัพท์
ก็มาเท้าความดวงชะตา ย้อนมาดูดวงตัวเองก่อนกลับ
เเฮะ ๆ น่าสนใจ ค่ะ mo จร เล็ง ju พื้นดวง มี veทับur ทำมุมร่วมด้วย น่าสนใจ ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ( ขออนุญาติ เขียนเป็นภาษาดาว ) เพราะช่วงนี้ po ดิฉันทำมุมกับ me เลย ทำให้รู้สึกว่าตัวเอง ไอเดียบรรเจิดแบบว่าความรู้ เข้าตัว ว่าไปนั่น ค่ะ
เพื่อน ๆที่เรียนบ้านอาพอลลอน เข้ามาอ่านเยอะค่ะ ถือเป็นการแลกเปลี่ยน ความคิดเห็นแบบเปิดกว้าง
และ การที่มีมุมมองต่างกัน มันได้อะไรดี ดี เยอะนะคะ
อีกอย่าง ดิฉันถือคติที่ว่า ยิ่งให้ ยิ่งได้ ยิ่งหวงยิ่งอดค่ะ ขออภัยด้วยถ้าใครเข้ามาอ่านอาจจะงง ๆ เอ๊ะ มันพูดอะไรว่ะ ประมาณนี้
คือถ้าอ่านย้อนหลัง ดิฉันเขียนไว้ค่อนข้างเยอะเหมือนกันนะคะ ว่า ดาวนี้ เเปลว่าอะไร คนที่สนใจ ก็จะเข้าใจไม่ยากค่ะ
มาต่อกัน
ขออนุญาติ ยกตัวอย่าง ลูกค้ารายนี้ พี่เขา มีve จร ทำมุมกับ ha พื้นดวง เข้าจุดเจ้าชะตาsu ค่ะ ก็ลองมองดาวในอีกมุมทายไปว่า
ช่วงนี้ เป็นโรคผิวหนัง ผื่นคัน แผลผุพอง หรือเปล่า ลูกค้าไม่ตอบค่ะ เปิดเสื้อให้ดูเลย
เจอะ ของจริงค่ะ ใช่เลย ทำเอาคนทายอึ้งมาก ๆ
ดาวมันไม่เคยหลอกเรา ถ้าเราเข้าใจมัน มันจะบอกเรื่องราวเราได้ทุกอย่าง คำสอนอาจารย์เด เข้ามาในสมองทันทีค่ะ
ได้มองดาวอีกมุม เลย นี่ถ้าเป็นสมัยเริ่มเเรก ๆ ก็จะมองดาวแบบทื่อ ๆ แบบวิชาการมากๆ
ตอนนี้ ก็เลย เข้าใจเลย ว่า po ทำมุมกับ me
มันหมายความว่าไง สรุป ได้ตังค์ 7oo บาทค่ะ
โปรเจ็คของดิฉันที่เลียนแบบ พี่นุช พี่สาวคนดี อีกคนหนึ่ง ที่ตั้งใจจะเริ่มเก็บเงินจากการพยากรณ์ ไว้ ไถ่ชีวิตวัว
ก็กำลังเริ่มต้นได้สวยทีเดียว วันนี้ ก็อยากทิ้งท้ายด้วยคำพูดว่า ไม่รู้จะว่าอย่างไรดี ก็ขอบคุณจริง ๆ สำหรับทุกอย่างที่ให้มา
ทั้งความรู้ที่พี่แนท สอนให้ ( สอนไปขำไป )อาจารย์ที่เป็นทุกอย่าง เกี่ยวกับเรื่องยูเรเนียน กับพี่ตุ๊ก ที่พาไปเลียงข้าว พี่นุช พี่ผึ้ง และครอบครัว ที่ฝากของที่อยากได้ให้มา ตุ๊กตาแม่มด ของแท้จากแดนไกล และ อั้ม และ พี่ตุ๊กและ พี่ผึ้งอีกคนหนึ่ง ที่ทำเหมือง เล่าเรื่องราวอันน่าตื่นเต้น ให้ฟัง เกี่ยวกับการทำงานที่ประเทศลาว
รวมถึงพี่บุญเกื้อที่พาติดรถมาลงแถวบ่อนไก่ นั่งเมาท์เรื่องดาวกันกระจาย ขอบคุณมาก ๆค่ะ ไปกรุงเทพคราวนี้ ได้อะไรดีดี เยอะเลย ขอบคุณ จริง ๆ
พี่เขาบอก มารอตั้งแต่วันก่อนจะกลับ มีงอนเล็กน้อย ที่โทรหาดิฉันแล้วปรากฏว่าดิฉันไม่รับโทรศัพท์
ก็มาเท้าความดวงชะตา ย้อนมาดูดวงตัวเองก่อนกลับ
เเฮะ ๆ น่าสนใจ ค่ะ mo จร เล็ง ju พื้นดวง มี veทับur ทำมุมร่วมด้วย น่าสนใจ ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ( ขออนุญาติ เขียนเป็นภาษาดาว ) เพราะช่วงนี้ po ดิฉันทำมุมกับ me เลย ทำให้รู้สึกว่าตัวเอง ไอเดียบรรเจิดแบบว่าความรู้ เข้าตัว ว่าไปนั่น ค่ะ
เพื่อน ๆที่เรียนบ้านอาพอลลอน เข้ามาอ่านเยอะค่ะ ถือเป็นการแลกเปลี่ยน ความคิดเห็นแบบเปิดกว้าง
และ การที่มีมุมมองต่างกัน มันได้อะไรดี ดี เยอะนะคะ
อีกอย่าง ดิฉันถือคติที่ว่า ยิ่งให้ ยิ่งได้ ยิ่งหวงยิ่งอดค่ะ ขออภัยด้วยถ้าใครเข้ามาอ่านอาจจะงง ๆ เอ๊ะ มันพูดอะไรว่ะ ประมาณนี้
คือถ้าอ่านย้อนหลัง ดิฉันเขียนไว้ค่อนข้างเยอะเหมือนกันนะคะ ว่า ดาวนี้ เเปลว่าอะไร คนที่สนใจ ก็จะเข้าใจไม่ยากค่ะ
มาต่อกัน
ขออนุญาติ ยกตัวอย่าง ลูกค้ารายนี้ พี่เขา มีve จร ทำมุมกับ ha พื้นดวง เข้าจุดเจ้าชะตาsu ค่ะ ก็ลองมองดาวในอีกมุมทายไปว่า
ช่วงนี้ เป็นโรคผิวหนัง ผื่นคัน แผลผุพอง หรือเปล่า ลูกค้าไม่ตอบค่ะ เปิดเสื้อให้ดูเลย
เจอะ ของจริงค่ะ ใช่เลย ทำเอาคนทายอึ้งมาก ๆ
ดาวมันไม่เคยหลอกเรา ถ้าเราเข้าใจมัน มันจะบอกเรื่องราวเราได้ทุกอย่าง คำสอนอาจารย์เด เข้ามาในสมองทันทีค่ะ
ได้มองดาวอีกมุม เลย นี่ถ้าเป็นสมัยเริ่มเเรก ๆ ก็จะมองดาวแบบทื่อ ๆ แบบวิชาการมากๆ
ตอนนี้ ก็เลย เข้าใจเลย ว่า po ทำมุมกับ me
มันหมายความว่าไง สรุป ได้ตังค์ 7oo บาทค่ะ
โปรเจ็คของดิฉันที่เลียนแบบ พี่นุช พี่สาวคนดี อีกคนหนึ่ง ที่ตั้งใจจะเริ่มเก็บเงินจากการพยากรณ์ ไว้ ไถ่ชีวิตวัว
ก็กำลังเริ่มต้นได้สวยทีเดียว วันนี้ ก็อยากทิ้งท้ายด้วยคำพูดว่า ไม่รู้จะว่าอย่างไรดี ก็ขอบคุณจริง ๆ สำหรับทุกอย่างที่ให้มา
ทั้งความรู้ที่พี่แนท สอนให้ ( สอนไปขำไป )อาจารย์ที่เป็นทุกอย่าง เกี่ยวกับเรื่องยูเรเนียน กับพี่ตุ๊ก ที่พาไปเลียงข้าว พี่นุช พี่ผึ้ง และครอบครัว ที่ฝากของที่อยากได้ให้มา ตุ๊กตาแม่มด ของแท้จากแดนไกล และ อั้ม และ พี่ตุ๊กและ พี่ผึ้งอีกคนหนึ่ง ที่ทำเหมือง เล่าเรื่องราวอันน่าตื่นเต้น ให้ฟัง เกี่ยวกับการทำงานที่ประเทศลาว
รวมถึงพี่บุญเกื้อที่พาติดรถมาลงแถวบ่อนไก่ นั่งเมาท์เรื่องดาวกันกระจาย ขอบคุณมาก ๆค่ะ ไปกรุงเทพคราวนี้ ได้อะไรดีดี เยอะเลย ขอบคุณ จริง ๆ
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
